หลินจือพลัสชิตาเกะ Lingzhi plus shiitake
วันพุธที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
หลินจือพลัสชิตาเกะ แก้ปัญหาโรคภูมิแพ้ ความดันโลหิต โทร 094 709 4444
หลินจือพลัสชิตาเกะ แก้ปัญหาโรคภูมิแพ้ ความดันโลหิต
เห็ดหลินจือแดง หลินจือพลัสชิตาเกะ LINGZHI PLUS SHIITAKE
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
http://www.lingzhiplus2u.com
โทร. 094 709 4444, 094 435 0404, 088 826 4444
Line : @jumbolife
โรคความดันโลหิตสูง (Hypertension) หมายถึง ภาวะที่มีความดันโลหิตขณะหัวใจบีบตัวที่มีค่าเฉลี่ยระดับความดันโลหิต ตั้งแต่ 140 มิลลิเมตรปรอท และ/หรือความดันโลหิตขณะที่หัวใจคลายตัวที่มีค่าเฉลี่ยระดับความดันโลหิต ตั้งแต่ 90 มิลลิเมตรปรอท โดยมีการวัดความดันโลหิตตั้งแต่ 2 ครั้ง ขึ้นไป
ความดันโลหิตสูง หมายถึง แรงดันภายในหลอดเลือดหรือแรงของการบีบตัวไล่โลหิตแดง
ไปตามหลอดเลือดต่าง ๆ ความดันโลหิตจะสูงขึ้นและลงต่ำ ตามจังหวะการบีบตัวของหัวใจทุกครั้งซึ่งสามารถวัดได้โดยใช้เครื่องวัดความดันโลหิต (Sphymonanometer) วัดที่แขน โดยมีค่าที่วัดได้ตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอท ขึ้นไป
โรคความดันโลหิตสูง เป็นโรคที่เกิดขึ้นมาตามลำดับของอายุ มักเกิดมากในช่วงอายุ 35-55 ปี และมักพบมากในเพศชายมากกว่าเพศหญิง และอาการเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนในเพศชายจะพบมากกว่าเพศหญิง
ค่าความดันโลหิต แบ่งเป็น 2 ค่า คือ
1. ความดันช่วงบนหรือความดันซีสโตลิก (Systolic Blood Pressure) หมายถึง ค่าแรงดันเลือดขณะหัวใจบีบตัว ซึ่งจะเป็นค่าสูงสุดของแรงดันเลือดที่ตรวจพบ มักมีค่าสูงตามวัย และเปลี่ยนแปลงตามท่าของร่างกาย อารมณ์ และการเคลื่อนไหว
2. ความดันช่วงล่าง (Diastolic Blood Pressure) หมายถึง แรงดันเลือดขณะหัวใจคลายตัว
องค์การอนามัยโลก ได้ให้คำจำกัดความของโรคความดันโลหิตสูง (Hypertention) หมายถึง ภาวะแรงดันขณะที่หัวใจบีบตัวของหลอดเลือด มีค่าเท่ากับหรือสูงกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท และมีแรงดันขณะหัวใจคลายตัว มีค่าเท่ากับหรือสูงกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท ส่วนความดันปกติ หมายถึงภาวะแรงดันในหลอดเลือดขณะที่หัวใจบีบตัว มีค่าต่ำกว่า 140 มิลลิเมตรปรอท และมีแรงดันขณะหัวใจคลายตัว มีค่าต่ำกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท
การจำแนกตามการดำเนินของโรค
1. ความดันโลหิตแบบขึ้นๆ ลงๆ (Labile Hypertension) เป็นภาวะความดันโลหิตที่มีค่าสูงหรือต่ำกลับไปกลับมา ภาวะที่มีค่าสูงมักเกิดจากสภาพจิตใจหรือร่างกายผิดปกติ เกิดความเครียด หรือเกิดจากร่างกายป่วย แต่เมื่อสภาพจิตใจหรือร่างกายหายป่วยภาวะความดันเลือดก็จะลดลงโดยไม่ต้องรักษา ความดันโลหิตแบบมักพบในเพศชายมากกว่าเพศหญิง และเป็นสาเหตุเบื้องต้นจนเปลี่ยนเป็นความดันโลหิตแบบสูงตลอดเวลา
2. ความดันโลหิตสูงแบบตลอดเวลา (Sustained Hypertension) เป็นภาวะป่วยของความดันโลหิตที่พบมากที่สุด โดยตรวจพบความดันช่วงบนสูงกว่า 90 มม.ปรอท ตลอดเวลา
3. ความดันโลหิตสูงชนิดร้ายแรง (Malignant Hypertension) เป็นภาวะความดันโลหิตสูงที่มีอาการมากแล้ว โดยตรวจพบค่าความดันช่วงบนมากกว่า 130 มม.ปรอท
ระดับความรุนแรงของโรค
1. ความรุนแรงระดับ 1 ตรวจไม่พบความผิดปกติหรือสภาพของอวัยวะส่วนใดเสื่อม
2. ความรุนแรงระดับ 2
– หัวใจห้องล่างซ้ายโต
– หลอดเลือดแดงเรตินา (Fundoscopic) มีลักษณะตีบลง ทั้งทั่วร่างกายหรือเฉพาะที่
– พบไข่ขาวหรือโปรตีนในปัสสาวะ หรือครีตินินในเลือดสูงกว่าปกติ (1.2-2.0 mg/dl)
3. ความรุนแรงระดับ 3
– ภาวะหัวใจวาย มีอาการเจ็บหน้าอก หัวใจขาดเลือด หัวใจล้มเหลว
– ภาวะอัมพาต จากหลอดเลือดในสมองแตกหรือเลือดออกในสมอง
– ตามีเลือดออกในเรตินา หรืออาจมีประสาทตาบวม (papilledema)
– สมองขาดเลือดไปเลี้ยงชั่วคราว โรคหลอดเลือดสมอง หรือภาวะสมองบวม
– ครีอะตินินในเลือดมีความเข้มข้นสูงมากกว่า 2.0 mg/dl ทำให้มีอาการไตวาย
– พบการฉีกของกล้ามเนื้อเรียบในหลอดเลือดที่โป่งพองหรือมีอาการของโรคหลอดเลือดอุดตัน
หลินจือพลัสชิตาเกะ แก้ปัญหาโรคความดันโลหิต ง่าย ๆ โทร 094 435 0404
หลินจือพลัสชิตาเกะ แก้ปัญหาโรคความดันโลหิต ง่าย ๆ
เห็ดหลินจือแดง หลินจือพลัสชิตาเกะ LINGZHI PLUS SHIITAKE
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
http://www.lingzhiplus2u.com
โทร. 094 709 4444, 094 435 0404, 088 826 4444
Line : @jumbolife
ความดันโลหิตสูง (อังกฤษ: hypertension) เป็นโรคเรื้อรังชนิดหนึ่งที่ผู้ป่วยมีความดันเลือดในหลอดเลือดแดงสูงกว่าปกติตลอดเวลา ความดันเลือดประกอบด้วยสองค่า ได้แก่ ความดันช่วงหัวใจบีบและความดันช่วงหัวใจคลาย ซึ่งเป็นความดันสูงสุดและต่ำสุดในระบบหลอดเลือดแดงตามลำดับ ความดันช่วงหัวใจบีบเกิดเมื่อหัวใจห้องล่างซ้ายบีบตัวมากที่สุด ความดันช่วงหัวใจคลายเกิดเมื่อหัวใจห้องล่างซ้ายคลายตัวมากที่สุดก่อนการบีบตัวครั้งถัดไป ความดันเลือดปกติขณะพักอยู่ในช่วง 100–140 มิลลิเมตรปรอทในช่วงหัวใจบีบ และ 60–90 มิลลิเมตรปรอทในช่วงหัวใจคลาย ความดันโลหิตสูงหมายถึง ความดันเลือดมากกว่าหรือเท่ากับ 140/90 มิลลิเมตรปรอทตลอดเวลา ส่วนในเด็กจะใช้ตัวเลขต่างไป
ปกติความดันโลหิตสูงไม่ก่อให้เกิดอาการในทีแรก แต่ความดันโลหิตสูงต่อเนื่องเมื่อผ่านไปเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคหัวใจเหตุความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ท่อเลือดแดงโป่งพอง โรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย และโรคไตเรื้อรัง
ความดันโลหิตสูงแบ่งออกเป็นความดันโลหิตสูงปฐมภูมิ (ไม่ทราบสาเหตุ) และความดันโลหิตสูงแบบทุติยภูมิ ผู้ป่วยส่วนใหญ่ราวร้อยละ 90–95 จัดเป็นความดันโลหิตสูงปฐมภูมิ หมายถึงมีความดันโลหิตสูงโดยไม่มีเหตุพื้นเดิมชัดเจน ที่เหลืออีกร้อยละ 5–10 จัดเป็นความดันโลหิตสูงแบบทุติยภูมิมักมีสาเหตุที่สามารถบอกได้ เช่น โรคไตเรื้อรัง ท่อเลือดแดงหรือหลอดเลือดแดงไตตีบแคบ หรือโรคของต่อมไร้ท่อ เช่น แอลโดสเตอโรน คอร์ติซอลหรือแคทิโคลามีนเกิน
อาหารและการเปลี่ยนวิถีชีวิตสามารถช่วยควบคุมความดันเลือดและลดความเสี่ยงของภาวะแทรกซ้อนต่อสุขภาพ แม้การรักษาด้วยยายังมักจำเป็นในผู้ที่การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตยังไม่พอหรือไม่ได้ผล การรักษาความดันในหลอดเลือดแดงสูงปานกลาง (นิยามเป็น 160/100 มิลลิเมตรปรอท) ด้วยยาสัมพันธ์กับการคาดหมายคงชีพที่เพิ่มขึ้น ประโยชน์ของการรักษาความดันเลือดระหว่าง 140/90 ถึง 160/100 มิลลิเมตรปรอทไม่ค่อยชัดเจน บางบทปริทัศน์ว่าไม่มีประโยชน์ แต่บ้างก็ว่ามี
ข้อควรปฏิบัติเมื่อไขมันในเลือดสูง
ควบคุมอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง เช่น ไขมันสัตว์ สมองสัตว์ เครื่องในสัตว์ ไข่แดง อาหารทะเล หอยนางรม ปลาหมึก กุ้ง หนังเป็ด หนังไก่ มะพร้าว อาหารที่มีกะทิ หากมีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงด้วย ควรระวังอาหารพวกแป้ง น้ำตาล เครื่องดื่มที่มีรสหวาน ผลไม้รสหวานจัด
รับประทานอาหารประเภทเนื้อปลา เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน นมพร่องมันเนย
หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา เบียร์ เพราะแอลกอฮอล์มีฤทธิ์สะสมไขมันตามเนื้อเยื่อ
หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมัน อาหารทอด เจียว ควรใช้น้ำมันจากพืชแทนน้ำมันจากสัตว์ เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน ซึ่งมีกรดไลโนเลอิกเป็นตัวนำ โคเลสเตอรอลไปเผาผลาญซึ่งจะช่วยในการดูดซึมไขมันสู่ร่างกายน้อยลง
ควรเพิ่มอาหารประเภทผักใบต่าง ๆ และผลไม้บางชนิดที่ให้ใยและกาก เช่น คะน้า ฝรั่ง ส้ม เม็ดแมงลัก เพื่อให้ร่างกายได้รับกากใยมากขึ้น เพื่อช่วยในการดูดซึมของไขมันสู่ร่างกายน้อยลง
การออกกำลังกาย จะช่วยลดปริมาณไขมันในเลือดและเพิ่มระดับของ HDL ควรทำอย่างต่อเนื่อง สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 20-30 นาที การออกกำลังกายที่ดี เช่น การเดินเร็ว จ๊อกกิ้ง เต้นรำ ขี่จักรยาน
งดสูบบุหรี่ เพราะจะทำให้ HDL ในเลือดต่ำลง และบุหรี่ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือด
ปรึกษาแพทย์ ติดตามผล การปฏิบัติตัวบางระยะอาจต้องใช้ยาช่วยปรับระดับไขมันในเลือดสูง ซึ่งแพทย์จะเป็นผู้แนะนำและติดตามผลการรักษาต่อไป
หลินจือแดง หลินจือพลัสชิตาเกะ ช่วยอาการโรคมะเร็ง ต่อมไทรอยด์ โทร 089 07...
หลินจือแดง หลินจือพลัสชิตาเกะ ช่วยอาการโรคมะเร็ง ต่อมไทรอยด์
เห็ดหลินจือแดง หลินจือพลัสชิตาเกะ LINGZHI PLUS SHIITAKE
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/757
โทร. 094 709 4444, 094 435 0404, 088 826 4444
Line : @jumbolife
โรคมะเร็งหมายถึงโรคซึ่งกำเนิดมีเซลล์แตกต่างจากปกติขึ้นภายในร่างกาย รวมทั้งเซลล์พวกนี้มีการก้าวหน้าเติบ โตรวดเร็วทันใจเกินธรรมดา ร่างกายควบคุมมิได้ ฉะนั้นเซลล์พวกนี้ ก็เลยเจริญแพร่กระจายและก็แพร่ได้ทั่วร่างกาย ทำให้เซลล์ธรรมดาของเยื่อ/อวัยวะต่างๆปฏิบัติงานมิได้ ก็เลยกำเนิดเป็นโรค แล้วก็มีลักษณะต่างๆขึ้น และก็เมื่อเป็นโรคมะเร็งของอวัยวะสำคัญ หรือ โรคมะเร็งแพร่ระบาดเข้าอวัยวะสำคัญ อวัยวะพวกนั้นก็เลยล้มเหลว ไม่อาจจะดำเนินงานได้ตามเดิม เป็นต้นเหตุให้เสียชีวิตสุดท้าย เป็นต้นว่า ปอด ตับ สมอง ไต กระดูก แล้วก็ไขกระดูก
โรคมะเร็งต่างจากเนื้องอกยังไง?
โรคมะเร็งแตกต่างจากเนื้องอกที่ ก้อนเนื้อ หรือ แผลโรคมะเร็ง โตเร็ว แพร่กระจายเข้าอวัยวะข้างๆ เข้าต่อมน้ำเหลือง และก็แพร่ระบาดเข้าเส้นเลือด/กระแสเลือด/กระแสโลหิต และก็หลอดน้ำ เหลือง/สายน้ำเหลือง ไปยังเยื่อ/อวัยวะต่างๆได้ทั่วร่างกาย โดยมักแพร่สู่ ปอด ตับ สมอง กระดูก รวมทั้งไขกระดูก ด้วยเหตุดังกล่าวโรคมะเร็งก็เลยเป็นโรคเรื้อรัง ร้ายแรง มีการรักษาที่สลับซับซ้อนรวมทั้งสม่ำเสมอ
โรคเนื้องอก เช่น มีก้อนเนื้อแตกต่างจากปกติ แต่ว่าโตช้า ไม่ขยายขาดทุนเยื่อ/อวัยวะใกล้กัน เพียงแค่กด หรือ แทรกเมื่อก้อนโตขึ้น ไม่แผ่ขยายเข้าต่อมน้ำเหลือง ไม่แพร่ไปทางกระแสโล หิต รวมทั้งทางสายน้ำเหลือง ก็เลยเป็นโรคมักรักษาได้หายโดยเพียงแต่การผ่าตัด
โรคมะเร็งกำเนิดได้ยังไง?
สิ่งที่ทำให้เกิดโรคมะเร็งยังไม่แน่ชัด แม้กระนั้นหมอเจอสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงได้หลายสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยง และก็มั่นใจว่า ต้นเหตุน่ามาจากหลายๆสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงด้วยกัน ช่องทางมีต้นเหตุจากต้นสายปลายเหตุเดียวเจอได้น้อยมาก โดยสิ่งที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงสำคัญของโรคมะเร็ง อย่างเช่น
มีกรรมพันธุ์เปลี่ยนไปจากปกติ เป็นไปได้อีกทั้งกรรมพันธุ์ที่ถ่ายทอดได้ หรือ กรรมพันธุ์จำพวกไม่ถ่ายทอด
ดูดบุหรี่
ดื่มสุรา
ขาดสารอาหาร
ขาดการกินผัก และก็ผลไม้
ทานอาหารไขมัน แล้วก็/หรือ เนื้อแดงสูงตลอด เสมอๆ
การสูดดมพิษบางประเภทเรื้อรัง ดังเช่นว่า พิษในควันจากบุหรี่ (สารก่อโรคมะเร็ง หรือ สัมผัสสารก่อโรคมะเร็ง (Carcinogen http://en.wikipedia.org/wiki/carcinogen) อย่างสม่ำเสมอโดย เฉพาะในจำนวนสูง
ร่างกายได้รับโลหะหนักเรื้อรังจาก การหายใจ ของกิน แล้วก็/หรือ น้ำ ได้แก่ สารปรอท
ติดโรคเชื้อไวรัสบางจำพวก ได้แก่ เชื้อไวรัส ไวรัสที่เป็นสาเหตุของโรคภูมิคุ้มกับบกพร่อง (HIV) เชื้อไวรัส เอชพีวี (HPV)
ติดโรคแบคทีเรียบางประเภท เป็นต้นว่า เชื้อเอชไพโลริในกระเพาะ (โรคติดเชื้อเอชไพโลไร)
ติดเชื้อโรคพยาธิบางประเภท ดังเช่น พยาธิใบไม้ตับ
การใช้ยาฮอร์โมนเพศสม่ำเสมอ
แก่ เนื่องจากเซลล์คนวัยชรามีการเสื่อม แล้วก็การบูรณะตลอด ก็เลยเป็นต้นเหตุให้เซลล์กลายพันธุ์ไปเป็นเซลล์ของมะเร็งได้
โรคมะเร็งมีลักษณะอาการยังไง?
ไม่มีอาการเฉพาะของโรคมะเร็ง แต่ว่าเป็นอาการเหมือนกับการอักเสบของเยื่อ/อวัยวะที่เป็นโรคมะเร็ง โดยที่ต่างกันเป็น มักเป็นอาการที่สารเลวลงเรื่อยรวมทั้งเรื้อรัง ฉะนั้นเมื่อมีลักษณะต่างๆนานเกิน 1-2 อาทิตย์ จำเป็นที่จะต้องรีบเจอหมอ อย่างไรก็แล้วแต่ อาการที่น่าสงสัยว่าเป็นโรคมะเร็ง ได้ แก่
มีก้อนเนื้อโตเร็ว หรือ มีแผลเรื้อรัง ไม่หายข้างใน 1-2 อาทิตย์ข้างหลังการดูแลตัวเองในพื้นฐาน
มีต่อมน้ำเหลืองโต ลูบคลำได้ มักแข็ง ไม่เจ็บ แล้วก็โตขึ้นเรื่อย
ไฝ ปาน หูด ที่โตเร็วแตกต่างจากปกติ หรือ เป็นแผลแตก
หายใจ หรือ มีกลิ่นปากร้ายแรงจากที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เลือดกำเดาออกเรื้อรัง มักออกเพียงแค่ด้านเดียว (บางทีอาจออกทั้งสองข้างได้)
ไอเรื้อรัง หรือ ไอเป็นเลือด
มีเสลด น้ำลาย หรือ เสมหะผสมเลือดหลายครั้ง
คลื่นไส้เป็นเลือด
เยี่ยวเป็นเลือด
ฉี่หลายครั้ง ขัดลำ ฉี่เล็ด โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
อุจจาระเป็นเลือด มูก หรือ เป็นมูกเลือด
ท้องผูก สลับท้องร่วง โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
มีเลือดออกทางช่องคลอดแตกต่างจากปกติ หรือ มีเมนส์แตกต่างจากปกติ หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดในวัยหมดระดู หรือ ข้างหลังมีเซ็กส์ทั้งๆที่ไม่เคยมีมาก่อน
อาการท้องอืด ท้องอืดท้องเฟ้อ แน่นอึดอัดท้อง โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
เป็นไข้ต่ำๆหาต้นเหตุมิได้
จับไข้สูงหลายครั้ง หามูลเหตุมิได้
ผอมบางลงมากใน 6 เดือน มักตั้งแต่ 10%ขึ้นไปของน้ำหนักตัวเดิม
มีจ้ำช้ำเลือดง่าย หรือ มีจุดแดงเหมือนไข้เลือดออกตามผิวหนังหลายครั้ง
ปวดหัวร้ายแรงเรื้อรัง หรือ แขน/โคนขาแรง หรือ ชักโดยไม่เคยชักมาก่อน
ปวดหลังเรื้อรัง รวมทั้งปวดมากขึ้นบางทีอาจร่วมกับ แขน/โคนขาแรง
สุขภาพดี ชีวิตก็ดีตาม LINGZHI PLUS SHITAKE สมุนไพรจีนช่วยโรคภูมิแพ้ ไขมั...
สุขภาพดี ชีวิตก็ดีตาม LINGZHI PLUS SHITAKE สมุนไพรจีนช่วยโรคภูมิแพ้ ไขมันในเส้นเลือด
เห็ดหลินจือแดง หลินจือพลัสชิตาเกะ LINGZHI PLUS SHIITAKE
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
http://www.lingzhiplus2u.com
โทร. 094 709 4444, 094 435 0404, 088 826 4444
Line : @jumbolife
ชนิดของไขมันในเลือด
ไขมันในเลือดที่สำคัญมีอยู่หลายชนิด ได้แก่ ไขมันโคเลสเตอรอล (Cholesterol) และไขมันไตรกลีเซอไรด์ (Triglycerige) การตรวจไขมันในเลือด จะตรวจจากสารต่างๆ ดังต่อไปนี้
โคเลสเตอรอล (Cholesterol)
เป็นไขมันชนิดหนึ่งที่ร่างกายสามารถสังเคราะห์ได้ขึ้นเองจากตับและลำไส้ หรือได้รับจากสารอาหารที่รับประทานเข้าไป อาหารที่มาจากพืชจะไม่พบโคเลสเตอรอลเป็นส่วนประกอบ จะพบมากในไขมันสัตว์ ปริมาณไขมันขึ้นอยู่กับชนิดของอาหาร โคเลสเตอรอลมีความสำคัญต่อร่างกาย โดยเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของเซลล์ต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเซลล์สมอง แต่หากมีไขมันโคเลสเตอรอลมากเกินไปก็จะเป็นโทษต่อร่างกายเช่นกัน ซึ่งไขมันเหล่านี้จะไปสะสมอยู่ตามผนังหลอดเลือดแดงทั่วร่างกาย เช่น หลอดเลือดสมอง หลอดเลือดหัวใจ ฯลฯ ทำให้เกิดเส้นเลือดแข็งตัว และการตีบตันของหลอดเลือด ในอนาคตจะเป็นช้าหรือเร็วขึ้นอยู่กับปริมาณโคเลสเตอรอล และ มีปัจจัยเสี่ยงร่วมด้วย เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เบาหวาน การสูบบุหรี่ ความอ้วน และการไม่ออกกำลังกาย เป็นต้น
คนปกติจะต้องมีค่าโคเลสเตอรอลรวมน้อยกว่า 200 มก./ดล. ไตรกลีเซอไรด์น้อยกว่า 170 มก./ดล. ไขมันชนิดดี (HDL) ซึ่งเป็นไขมันที่ทำหน้าที่จับโคเลสเตอรอลจากเซลล์ของร่างกายและนำไปกำจัดทิ้งที่ตับ ควรมีค่ามากกว่า 60 มก./ดล. ส่วนไขมันชนิดไม่ดี (LDL) ควรน้อยกว่า 130 มก./ดล.
โคเลสเตอรอลรวมแบ่งออกได้เป็น 2 ชนิด คือ
High-Density Lipoprotein (HDL) เป็นไขมันชนิดดี มีความหนาแน่นสูง ทำหน้าที่จับไขมันโคเลสเตอรอลออกไปทำลายที่ตับ การมีไขมัน HDL สูงจะทำให้โอกาสเป็นโรคหลอดเลือดลดลง ซึ่งการทำให้ HDL สูงนั้น ต้องออกกำลังกายเท่านั้น
Low-Density Lipoprotein (LDL) เป็นไขมันชนิดไม่ดี ที่มาจากไขมันสัตว์ ถ้าไขมันชนิดนี้สูงจะไปเกาะผนังหลอดเลือดทำให้ตีบแคบลง การไหลเวียนของเลือดไม่สะดวก ความยืดหยุ่นของหลอดเลือดเสียไป จึงเสี่ยงต่อการเกิดโรคเส้นเลือดตีบตันได้มาก
ไตรกลีเซอไรด์ (Triglyceride)เป็นไขมันชนิดหนึ่งเกิดจากการสร้างขึ้นเองในร่างกายจากน้ำตาล และแป้ง หรือจากอาหารที่รับประทานเข้าไป มีความสำคัญทางด้านโภชนาการหลายประการ นับตั้งแต่ให้พลังงาน ช่วยในการดูดซึมวิตามิน เอ ดี อี และ เค ช่วยทำให้รู้สึกอิ่มท้องได้นาน นอกจากนี้ร่างกายยังเก็บสะสมไตรกลีเซอไรด์ไว้สำหรับให้พลังงานเมื่อมีความต้องการ อย่างไรก็ตาม การมี ไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงหรือพบว่าไขมันในเลือดสูงสูงในคนที่มีโคเลสเตอรอลสูงอยู่แล้ว เชื่อว่ามีโอกาสเป็นโรคหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจตีบมากขึ้น ระดับปกติในเลือดไม่ควรเกิน 150 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร (ค่าปกติ 50 – 150 mg/dl)
สาเหตุของภาวะไขมันในเลือดสูง
– กรรมพันธุ์
– การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง โดยเฉพาะไขมันจากสัตว์
– โรคของต่อมไร้ท่อบางชนิด เช่น เบาหวาน ไทรอยด์ และโรคของต่อมหมวกไตบางอย่าง
– โรคตับ โรคไตบางชนิด
– ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ ฮอร์โมนเพศ (ยาคุมกำเนิด) เป็นต้น
– การตั้งครรภ์
– การดื่มแอลกอฮอล์
– ภาวะขาดการออกกำลังกาย
ผลข้างเคียงของโรคไขมันในเลือดสูง
ภาวะที่มีระดับกลุ่มไขมัน LDL สูงถือเป็นหนึ่งในความเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคหลอดเลือดหัว ใจ ซึ่งนำไปสู่โรคหัวใจขาดเลือด และอัมพฤกษ์/ อัมพาตจากโรคหลอดเลือดสมอง จากการที่ไขมันในเลือดสูงไปทำให้หลอดเลือดแดงใหญ่แข็งตัวซึ่งเรียกว่า Atherosclerosis (โรคหลอดเลือดแดงแข็ง)
working_eatผู้ที่ควรตรวจระดับไขมันในเลือด
ควรตรวจเมื่ออายุเกิน 35 ปีขึ้นไป ถ้าปกติและไม่ได้มีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดตีบอื่นๆ เช่น โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง สูบบุหรี่ และอายุยังไม่เกิน 45 ปี ( ผู้ชาย) หรือ 55 ปี (สำหรับผู้หญิง) ไม่มีประวัติโรคหลอดเลือดหัวใจในครอบครัวตั้งแต่อายุยังไม่มาก (ผู้ชายไม่เกิน 55 ปีและผู้หญิงไม่เกิน 65 ปี) และยังไม่เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจและหลอดเลือดสมอง ควรตรวจซ้ำในอีก 5 ปีข้างหน้า แต่ถ้ามีปัจจัยเสี่ยงดังกล่าวแล้วและตรวจไขมันในเลือดว่าปกติก็ตรวจซ้ำในอีก 1-3 ปี
ข้อควรปฏิบัติเมื่อไขมันในเลือดสูง
ควบคุมอาหารที่มีโคเลสเตอรอลสูง เช่น ไขมันสัตว์ สมองสัตว์ เครื่องในสัตว์ ไข่แดง อาหารทะเล หอยนางรม ปลาหมึก กุ้ง หนังเป็ด หนังไก่ มะพร้าว อาหารที่มีกะทิ หากมีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงด้วย ควรระวังอาหารพวกแป้ง น้ำตาล เครื่องดื่มที่มีรสหวาน ผลไม้รสหวานจัด
รับประทานอาหารประเภทเนื้อปลา เนื้อสัตว์ที่ไม่ติดมัน นมพร่องมันเนย
หลีกเลี่ยงการดื่มสุรา เบียร์ เพราะแอลกอฮอล์มีฤทธิ์สะสมไขมันตามเนื้อเยื่อ
หลีกเลี่ยงอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมัน อาหารทอด เจียว ควรใช้น้ำมันจากพืชแทนน้ำมันจากสัตว์ เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันข้าวโพด น้ำมันดอกทานตะวัน ซึ่งมีกรดไลโนเลอิกเป็นตัวนำ โคเลสเตอรอลไปเผาผลาญซึ่งจะช่วยในการดูดซึมไขมันสู่ร่างกายน้อยลง
ควรเพิ่มอาหารประเภทผักใบต่าง ๆ และผลไม้บางชนิดที่ให้ใยและกาก เช่น คะน้า ฝรั่ง ส้ม เม็ดแมงลัก เพื่อให้ร่างกายได้รับกากใยมากขึ้น เพื่อช่วยในการดูดซึมของไขมันสู่ร่างกายน้อยลง
การออกกำลังกาย จะช่วยลดปริมาณไขมันในเลือดและเพิ่มระดับของ HDL ควรทำอย่างต่อเนื่อง สัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ครั้งละ 20-30 นาที การออกกำลังกายที่ดี
สุขภาพดี คุณก็มีได้ หลินจือแดง แก้ปัญหาโรคภูมิแพ้ เบาหวาน ความดันโลหิต โ...
สุขภาพดี คุณก็มีได้ หลินจือแดง แก้ปัญหาโรคภูมิแพ้ เบาหวาน ความดันโลหิต
เห็ดหลินจือแดง หลินจือพลัสชิตาเกะ LINGZHI PLUS SHIITAKE
สอบรายละเอียดเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/757
โทร. 094 709 4444, 094 435 0404, 088 826 4444
Line : @jumbolife
หลินจือ พลัส ชิตาเกะ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ จากโรงงานวิจัย และผลิตขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศเกาหลี ซึ่งมีระบบการสกัดสารจากเห็ดหลินจือ กระบวนการผลิตที่ทันสมัยที่สุด ใช้สารสกัดจากธรรมชาติ ทำให้สามารถทานคู่กับยาแพทย์แผนปัจจุบัน โดยไม่มีผลข้างเคียง ไม่มีสารตกค้างในระยะยาว
ได้รับการรับรองมาตรฐานทั้งระดับสากล และระดับประเทศ ผลิต และนำเข้าจากประเทศเกาหลี ช่วยในการกำจัดสารพิษในร่างกาย ฟื้นฟู และช่วยเสริมสร้าง ภูมิต้านทานโรค ในระดับเซลล์ เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มีสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ ปรับสมดุลร่างกาย ช่วยเรื่องความจำ บำรุงสมอง บำรุง ร่างกายเมื่ออ่อนเพลีย หรือขณะพักฟื้นให้ร่างกายแข็งแรง อีกทั้งช่วยควบคุมระบบไหลเวียน โลหิต ให้ไหลเวียนได้ดีมากขึ้น
หลินจือ พลัส ชิตาเกะ มีการคัดเลือกสายพันธุ์เห็ดหลินจือที่โดดเด่น และดีที่สุด คือ สายพันธุ์ "Ganoderma Lucidum" ควบคุมการเพาะปลูกเห็ดหลินจือ ด้วยเทคโนโลยีการเพาะปลูกที่ดีที่สุด มีการค้นคว้าทดลอง และวิจัย เพื่อค้นหาวิธีการสกัด เพื่อจะได้สารจากเห็ดหลินจือให้สมบูรณ์ที่สุด โดยใช้สูตรเฉพาะตามสัดส่วนของแต่ละส่วนของเห็ด และกำหนดอายุที่เหมาะสมของเห็ดที่จะนำมา สกัดสารสำคัญจาก Cap : Stalk : Sprout = 2 : 3 : 5 จึงทำให้ได้ปริมาณ % extraction สูงถึง 30% (ให้ผลสูงที่สุด) จึงมีความเข้มข้นมากที่สุด เท่าที่มนุษย์จะสามารถนำมาใช้ได้
"Soft Gel หรือ แค็ปซูลนิ่ม" ช่วยในการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้เร็ว 5-10 นาที ร่างกายสามารถได้รับสารประโยชน์มากถึง 90%-100%
ใช้ "น้ำมันรำข้าว" เพื่อเพิ่มคุณประโยชน์ให้กับผู้ทาน เพราะเป็นไขมันดี ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ทำให้ไม่สะสม หรือเกิดผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว
ข้อควรระวัง: สินค้าในตลาดส่วนใหญ่ใช้น้ำมันถั่วเหลือง หรือน้ำมันปาล์ม ซึ่งเป็นไขมันไม่ดีจะสะสม และเกิดผลเสียต่อร่างกาย
อิมมูนา (Immuna) เห็ดชิตาเกะ ที่ได้นำไปค้นคว้า และวิจัย จนได้สารสกัดที่มีคุณประโยชน์ และให้ประสิทธิภาพสูงที่สุด ในด้านการฟื้นฟู เสริมสร้าง และทำให้ร่างกายแข็งแรง ที่เรียกว่า "อิมมูนา (Immuna)" ลิขสิทธิ์การค้นคว้า วิจัย จากประเทศนอร์เวย์ ซึ่งเป็นสารที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก การันตีด้วยผลรางวัลชนะเลิศเห็ดทางการแพทย์ ระดับโลก ปี 2010 คือ “GLOBAL MEDICINAL MUSHROOM INGREDIENT FOR IMMUNE HEALTH”
หลินจือพลัสชิตาเกะ บรรเทาอาการภูมิแพ้ เบาหวาน ความดันโลหิต โทร 088 826 4444
หลินจือพลัสชิตาเกะ บรรเทาอาการภูมิแพ้ เบาหวาน ความดันโลหิต
เห็ดหลินจือแดง หลินจือพลัสชิตาเกะ LINGZHI PLUS SHIITAKE
สอบรายละเอียดเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/757
โทร. 094 709 4444, 094 435 0404, 088 826 4444
Line : @jumbolife
โรคเบาหวาน
โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง และก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดปัญหากับ ฟันและเหงือก ตา ไต หัวใจ หลอดเลือดแดง ท่านผู้อ่านสามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆได้ โดยการปรับ อาหาร การออกกำลังกาย และยาให้เหมาะสม ท่านผู้อ่านสามารถนำข้อเสนอแนะจากบทความนี้ไปปรึกษากับแพทย์ที่รักษาท่านอยู่ ท่านต้องร่วมมือกับคณะแพทย์ที่ทำการรักษาเพื่อกำหนดเป้าหมายการรักษา บทความนี้เชื่อว่าจะช่วยท่านควบคุมเบาหวานได้ดีขึ้น
โรคเบาหวานคืออะไร
อาหารที่รับประทานเข้าไปส่วนใหญ่จะเปลี่ยนจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดเพื่อใช้เป็นพลังงาน การเจาะเลือดเซลล์ในตับอ่อนชื่อเบต้าเซลล์เป็นตัวสร้างอินซูลิน อินซูลินเป็นตัวนำน้ำตาลกลูโคสเข้าเซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดเนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือประสิทธิภาพของอินซูลินลดลงเนื่องจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอยู่เป็นเวลานานจะเกิดโรคแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆ เช่น ตา ไต และระบบประสาท
ฮอร์โมนอินซูลินมีความสำคัญต่อร่างกายอย่างไร
อินซูลินเป็นฮอร์โมนสำคัญตัวหนึ่งของร่างกาย สร้างและหลั่งจากเบต้าเซลล์ของตับอ่อน ทำหน้าที่เป็นตัวพาน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เนื้อเยื่อต่างๆของร่างกาย เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงานในการดำเนินชีวิต ถ้าขาดอินซูลินหรือการออกฤทธิ์ไม่ดี ร่างกายจะใช้น้ำตาลไม่ได้ จึงทำให้น้ำตาลในเลือดสูงมีอาการต่างๆของโรคเบาหวาน นอกจากมีความผิดปกติของการเผาผลาญอาหารคาร์โบไฮเดรตแล้ว ยังมีความผิดปกติอื่น เช่น มีการสลายของสารไขมันและโปรตีนร่วมด้วย
อ้วนใครมีโอกาศเป็นโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานเป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม ดังนั้นผู้ที่มีญาติสายตรง เช่น พ่อ แม่ พี น้อง เป็นเบาหวานจะมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานเพิ่มขึ้น หากมีทั้งพ่อ และแม่เป็นเบาหวานจะมีความเสี่ยงเป็นเบาหวานร้อยละ 50
นอกจากนั้นพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อเบาหวานได้แก่ ผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือว่าอ้วน ไม่ออกกำลังกาย เป็นไขมันในเลือดสูง กลุ่มคนเหล่านี้จะเสี่ยงต่อการเป็นเบาหวานชนิดที่ 2 สำหรับชนิดที่ 1 ทุกคนมีสิทธิ์เป็นเท่าๆกัน
ความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวาน
หิวน้ำอาการของโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานชนิดที่สองจะมีอาการเป็นอย่างช้าๆโดยที่ผู้ป่วยอาจจะไม่ได้สังเกตุ อาการที่พบได้บ่อยคือ น้ำหนักลด หิวเก่งรับประทานอาหารเก่ง ดื่มน้ำเก่ง ปัสสาวะบ่อยทั้งกลางวันและกลางคืน
ส่วนโรคเบาหวานชนิดที่1 อาการค่อนข้างจะเฉียบพลันอาการทำนำผู้ป่วยมาพบแพทย์ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย หิวบ่อย น้ำหนักลด และบางท่านอาจจะมาด้วยโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน เช่นภาวะเลือดเป็นกรด
ผู้ป่วยโรคเบาหวานหลายคนมาโรงพยาบาลด้วยเรื่องโรคแทรกซ้อนโดยที่ไม่มีอาการเบาหวานมาก่อน โรคแทรกซ้อนที่นำผู้ป่วยมาได้แก่
แผลที่เท้า
โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
สมองขาดเลือด
โรคไตเสื่อม
อ้วนการคัดกรองโรคเบาหวาน
เนื่องจากโรคเบาหวานจะมีอาการเป็นอย่างช้าๆโดยที่ไม่มีอาการ นอกจากนั้นโรคเบาหวานในระยะที่เริ่มเป็นจะไม่มีอาการ การคัดกรองจะทำให้การวินิจฉัยโรคได้เร็วยิ่งขึ้น การคัดกรองหมายถึงการคัดเลือกผู้ที่มีความเสี่ยงที่จะเป็นเบาหวานมาเจาะเลือดเพื่อวินิจฉัย กลุ่มเสี่ยงดังกล่าวได้แก่ น้ำหนักเกิน ไม่ออกกำลังกาย อ้วน มีประวัติญาติสายตรงเป็นโรคเบาหวาน เป็นต้น
อ่านการประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานที่นี่
การวินิจฉัยโรคเบาหวาน
เจาะเลือดวิธีการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวานแน่นอนคือการเจาะเลือดตรวจหาระดับน้ำตาล แต่วิธีการเจาะมีหลายวิธี
เจาะตอนเช้าหลังจากอดอาหาร 8 ชั่วโมง หากน้ำตาลมากกว่า 126 มก%จะถือว่าเป็นเบาหวาน
เจาะแบบซุ่ม หากมากกว่า 200 มก%และมีอาการเบาหวาน
ทดสอบความทนต่อน้ำตาล
การเจาะหาค่าน้ำตาลเฉลี่ย
และเกณฑ์การวินิจฉัยโรคเบาหวาน
การฉีดอินซูลินชนิดของโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานมีด้วยกันหลายชนิด ชนิดที่พบบ่อยได้แก่ชนิดที่ 2 พบในคนสูงอายุและมีน้ำหนักเกิน ส่วนชนิดที่ 1 มักจะพบในเด็กเป็นพวกขาดอินซูลิน การรักษาโรคเบาหวานทั้งสองชนิดไม่เหมือนกัน โรคแทรกซ้อนก็ต่างกัน การรักษาเบาหวานชนิดที่2จะเน้นเรื่องการควบคุมน้ำหนัก การควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย ส่วนเบาหวานชนิดที่1จะให้อินซูลินเพื่อรักษาโรคเบาหวาน
ชนิดของโรคเบาหวาน
สุขภาพดีหลักการรักษาโรคเบาหวาน
หลักการรักษาโรคเบาหวานจะต้องทำให้ผู้ป่วยอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข มีคุณภาพชีวิตที่ใกล้เคียงคนปกติ และไม่มีโรคแทรกซ้อนซึ่งต้องประกอบไปด้วย
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ได้แก่การออกกำลังกาย การควบคุมอาหาร
การงดบุหรี่
การดูแลสุขภาพทั่วๆไป
การควบคุมความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ
การใช้ยาเม็ดหรือยาฉีด
การรักษาโรคเบาหวาน
ไขมันการดูแลโรคร่วม
ผู้ป่วยโรคเบาหวานเป็นโรคทางmetabolic ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจะมีหลายโรคที่มักจะพบร่วมกันได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง การดูแลผู้ป่วยเบาที่มีโรคดังกล่าวร่วมด้วยจะมีความแตกต่าง ในเรื่องการเลือกยาที่ใช้รักษา และค่าเป้าหมายที่ต้องการ ผู้ป่วยเบาหวานจะต้องมีเป้าหมายค่าความดันโลหิตต่ำกว่าคนทั่วไป และค่าไขมันก็ต่ำกว่าคนทั่วไป โรคที่พบร่วมบ่อยๆได้แก่
ความดันโลหิตสูง
ไขมันในเลือดสูง
หลินจือพลัสชิตาเกะ สารอาหารมากถึง 7 เท่า สมุนไพรช่วยโรคเบาหวาน ไทรอยด์ ค...
หลินจือพลัสชิตาเกะ สารอาหารมากถึง 7 เท่า สมุนไพรช่วยโรคเบาหวาน ไทรอยด์ ความดันโลหิต
เห็ดหลินจือแดง หลินจือพลัสชิตาเกะ LINGZHI PLUS SHIITAKE
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
http://www.lingzhiplus2u.com
โทร. 094 709 4444, 094 435 0404, 088 826 4444
Line : @jumbolife
รู้จักโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานคือโรคที่เซลร่างกายมีความผิดปรกติในขบวนการเปลี่ยนน้ำตาลในเลือดให้เป็นพลังงาน เมื่อน้ำตาลไม่ได้ถูกใช้จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นกว่าระดับผิดปรกติ
แล้วแค่ไหนจึงจะเรียกว่าผิดปรกติ ใครเป็นผู้กำหนด: ในปัจจุบันหลายประเทศใช้เกณฑ์ระดับน้ำตาลที่ 126 มก./ดล. โดยมีข้อแม้ว่าเป็นค่าของน้ำตาลในน้ำเลือดหลังจากอดอาหารมาอย่างน้อย 8 ชม. แล้ว แต่ถ้าบังเอิญท่านไม่ได้อดอาหารมาก่อน แต่ต้องการตรวจเลยโดยไม่อยากกลับมาใหม่ในวันรุ่งนี้ ท่านสามารถเจาะเลือดได้เลยโดยใช้ค่า 200มก./ดล.เป็นเกณฑ์
ใครเป็นผู้กำหนดตัวเลขนี้: คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญสมาคมเบาหวานแห่งประเทศสหรัฐประชุม กันพิจารณางานวิจัยที่มีทั้งหมดก่อนปีค.ศ.1999เพื่อหาว่า โรคแทรกซ้อนของโรคเบาหวานจะเริ่มเกิดขึ้นเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นที่ระดับเท่าใด ผลพบโรคแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นเร็วที่สุดคือจอประสาทตาเสื่อม เกิดขึ้นที่ระดับน้ำตาลในเลือด 126 มก./ดล ดังนั้นความสำคัญของตัวเลขนี้ก็คือ ทุกคนควรจะเริ่มตระหนักว่า ถ้าเรามีระดับน้ำตาลสูงกว่า 126 เรามีโอกาสจะเกิดโรคแทรกซ้อนในระยะยาวของเบาหวานแล้ว แม้ว่าที่น้ำตาลระดับนี้จะไม่ทำให้เราเกิดอาการใดๆ เลย ดังนั้นตัวเลขนี้จึงมีความหมายในการสร้างความตระหนักเพื่อให้เรามีมาตราการใดๆ ก็ตาม ที่จะทำให้ระดับน้ำตาลของเราต่ำลกว่า 126 แต่วิธีการจะทำให้ระดับน้ำตาลของเราต่ำลงนั้น จะเป็นวิธีที่ใดจะใช้วิธีกินยาหรือไม่ ถ้าใช้ยาจะใช้อย่างไร คงจะต้องมาพิจารณากันอีกที เพราะการควบคุมโรคเบาหวานนั้นมีหลายวิธี ในอนาคตเมื่อมีงานวิจัยใหม่ๆ หรือมีหลักฐานอื่นๆ มาลบล้างตัวเลข 126 นี้ลง เกณฑ์ของการวินิจฉัยเบาหวานก็อาจจะเปลี่ยนไปเพื่อให้ประชาชนมีโรคแทรกซ้อนจากเบาหวานน้อยที่สุด เพราะที่ให้ระดับน้ำตาลสูงกว่านี้รวมกับระยะเวลาที่ผ่านไป โรคแทรกซ้อนอื่นๆของเบาหวานเช่นหลอดเลือดแดงของหัวใจ หลอดเลือดแดงของสมอง โรคความดันโลหิตสูง ไตเสื่อมและไขมันสูงก็จะตามมาอีกชุดใหญ่ อย่างไรก็ตามองค์การอนามัยโรคยังคงใช้เกณฑ์ระดับน้ำตาลที่ 200 มก./ดล.
แล้วประเทศไทยใช้ตัวเลขใด: กระทรวงสาธารณสุขร่วมกับสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยและสำนักงานประกันสุขภาพถ้วนหน้า ประชุมกันใช้ตัวเลขระดะบน้ำตาลที่ 126 มก./ดล. เช่นเดียวกับสหรัฐอเมริกา
แล้วทำไมร่างกายจึงใช้น้ำตาลไม่ได้:เราใช้น้ำตาลที่กินจากอาหารเพื่อทำให้เกิดพลังงาน น้ำตาลที่กล่าวถึงนี้คือกลูโคส ไม่ว่าเราจะอะไรเป็นอาหาร กินแป้ง กินเนื้อสัตว์ กินไขมัน ผลไม้ หรือผัก ในที่สุดมันจะต้องถูกย่อยให้เป็นหน่วยที่เล็กที่สุดคือน้ำตาลกลูโคสก่อนเสมอ แล้วกลูโคสตัวนี้จึงเข้าสู่ขั้นตอนแรกของขบวนการที่ทำให้เกิดการเผาผลาญที่เรียกว่า glucolysis มีทั้งหมด 10 ขั้นตอนย่อย อนึ่ง ขบวนนี้ต้องเกิดขึ้นภายในเซล การนำกลูโคสเข้าเซล และและขั้นตอนที่ glucolysis ขั้นที่fructose 6 phosphate เปลี่ยนเป็น fructose 1,6 phosphate ขั้นตอนนั้นต้องใช้อินสุลิน
หลินจือพลัสชิตาเกะ สมุนไพรจีนต้านโรคมะเร็ง โทร 088 826 4444
หลินจือพลัสชิตาเกะ สมุนไพรจีนต้านโรคมะเร็ง
เห็ดหลินจือแดง หลินจือพลัสชิตาเกะ LINGZHI PLUS SHIITAKE
สอบรายละเอียดเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/757
โทร. 094 709 4444, 094 435 0404, 088 826 4444
Line : @jumbolife
โรคมะเร็ง (Cancer) เป็นโรคของผู้ใหญ่ แต่พบได้ในทุกอายุ ตั้งแต่เด็กแรกเกิดไปจนถึงผู้สูงอายุ โดยพบได้สูงในอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป ส่วนในเด็กพบน้อยกว่าในผู้ใหญ่ประมาณ 10 เท่า
โรคมะเร็งที่พบบ่อยของชายไทย เรียงจากลำดับแรก 10 ลำดับ ได้แก่ โรคมะเร็ง ตับ ปอด ลำไส้ใหญ่ ต่อมลูกหมาก ต่อมน้ำเหลือง เม็ดเลือดขาว กระเพาะปัสสาวะ ช่องปาก กระ เพาะอาหาร และหลอดอาหาร
โรคมะเร็งพบบ่อยของหญิงไทย เรียงจากลำดับแรก 10 ลำดับ ได้แก่ โรคมะเร็ง เต้านม ปากมดลูก ตับ ปอด ลำไส้ใหญ่ รังไข่ เม็ดเลือดขาว ช่องปาก ต่อมไทรอยด์ และมะเร็งต่อมน้ำ เหลือง
โรคมะเร็งพบบ่อยในเด็กไทย เรียงจากลำดับแรก 4 ลำดับ ได้แก่ โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โรคเนื้องอก/มะเร็งสมอง และโรคมะเร็งนิวโรบลาสโตมา/Neuroblas toma (มะเร็งของประสาทซิมพาทีติก)
โรคมะเร็ง คือ โรคซึ่งเกิดมีเซลล์ผิดปกติขึ้นในร่างกาย และเซลล์เหล่านี้มีการเจริญเติบ โตรวดเร็วเกินปกติ ร่างกายควบคุมไม่ได้ ดังนั้นเซลล์เหล่านี้ จึงเจริญลุกลามและแพร่กระจายได้ทั่วร่างกาย ส่งผลให้เซลล์ปกติของเนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆทำงานไม่ได้ จึงเกิดเป็นโรค และมีอาการต่างๆขึ้น และเมื่อเป็นมะเร็งของอวัยวะสำคัญ หรือ มะเร็งแพร่กระจายเข้าอวัยวะสำคัญ อวัยวะเหล่านั้นจึงล้มเหลว ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ เป็นสาเหตุให้เสียชีวิตในที่สุด ได้แก่ ปอด ตับ สมอง ไต กระดูก และไขกระดูก
โรคมะเร็งต่างจากเนื้องอกอย่างไร?
โรคมะเร็งต่างจากเนื้องอกที่ ก้อนเนื้อ หรือ แผลมะเร็ง โตเร็ว ลุกลามเข้าอวัยวะข้างเคียง เข้าต่อมน้ำเหลือง และแพร่กระจายเข้าหลอดเลือด/กระแสโลหิต/กระแสเลือด และหลอดน้ำ เหลือง/กระแสน้ำเหลือง ไปยังเนื้อเยื่อ/อวัยวะต่างๆได้ทั่วร่างกาย โดยมักแพร่สู่ ปอด ตับ สมอง กระดูก และไขกระดูก ดังนั้นโรคมะเร็งจึงเป็นโรคเรื้อรัง รุนแรง มีการรักษาที่ซับซ้อนและต่อเนื่อง
โรคเนื้องอก ได้แก่ มีก้อนเนื้อผิดปกติ แต่โตช้า ไม่ลุกลามเข้าเนื้อเยื่อ/อวัยวะข้างเคียง เพียงกด หรือ เบียดเมื่อก้อนโตขึ้น ไม่ลุกลามเข้าต่อมน้ำเหลือง ไม่แพร่กระจายทางกระแสโล หิต และทางกระแสน้ำเหลือง จึงเป็นโรคมักรักษาได้หายโดยเพียงการผ่าตัด
โรคมะเร็งเกิดได้อย่างไร?
สาเหตุของโรคมะเร็งยังไม่ชัดเจน แต่แพทย์พบปัจจัยเสี่ยงได้หลายปัจจัยเสี่ยง และเชื่อว่า สาเหตุน่ามาจากหลายๆปัจจัยเสี่ยงร่วมกัน โอกาสเกิดจากปัจจัยเดียวพบได้น้อยมาก โดยปัจจัยเสี่ยงสำคัญของโรคมะเร็ง ได้แก่
มีพันธุกรรมผิดปกติ เป็นได้ทั้งพันธุกรรมที่ถ่ายทอดได้ หรือ พันธุกรรมชนิดไม่ถ่ายทอด
สูบบุหรี่
ดื่มสุรา
ขาดสารอาหาร
ขาดการกินผัก และผลไม้
กินอาหารไขมัน และ/หรือ เนื้อแดงสูงต่อเนื่อง เป็นประจำ
การสูดดมสารพิษบางชนิดเรื้อรัง เช่น สารพิษในควันบุหรี่ (สารก่อมะเร็ง หรือ สัมผัสสารก่อมะเร็ง (Carcinogen http://en.wikipedia.org/wiki/carcinogen) อย่างต่อเนื่องโดย เฉพาะในปริมาณสูง
ร่างกายได้รับโลหะหนักเรื้อรังจาก การหายใจ อาหาร และ/หรือ น้ำดื่ม เช่น สารปรอท
ติดเชื้อไวรัสบางชนิด เช่น ไวรัส เอชไอวี (HIV) ไวรัส เอชพีวี (HPV)
ติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด เช่น เชื้อเอชไพโลริในกระเพาะอาหาร (โรคติดเชื้อเอชไพโลไร)
ติดเชื้อพยาธิบางชนิด เช่น พยาธิใบไม้ตับ
การใช้ยาฮอร์โมนเพศต่อเนื่อง
สูงอายุ เพราะเซลล์ผู้สูงอายุมีการเสื่อม และการซ่อมแซมต่อเนื่อง จึงเป็นสาเหตุให้เซลล์กลายพันธุ์ไปเป็นเซลล์มะเร็งได้
โรคมะเร็งมีอาการอย่างไร?
ไม่มีอาการเฉพาะของโรคมะเร็ง แต่เป็นอาการเช่นเดียวกับการอักเสบของเนื้อเยื่อ/อวัยวะที่เป็นมะเร็ง โดยที่แตกต่างคือ มักเป็นอาการที่เลวลงเรื่อยๆและเรื้อรัง ดังนั้นเมื่อมีอาการต่างๆนานเกิน 1-2 สัปดาห์ จึงควรรีบพบแพทย์ อย่างไรก็ตาม อาการที่น่าสงสัยว่าเป็นมะเร็ง ได้ แก่
มีก้อนเนื้อโตเร็ว หรือ มีแผลเรื้อรัง ไม่หายภายใน 1-2 สัปดาห์หลังการดูแลตนเองในเบื้องต้น
มีต่อมน้ำเหลืองโต คลำได้ มักแข็ง ไม่เจ็บ และโตขึ้นเรื่อยๆ
ไฝ ปาน หูด ที่โตเร็วผิดปกติ หรือ เป็นแผลแตก
หายใจ หรือ มีกลิ่นปากรุนแรงจากที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
เลือดกำเดาออกเรื้อรัง มักออกเพียงข้างเดียว (อาจออกทั้งสองข้างได้)
ไอเรื้อรัง หรือ ไอเป็นเลือด
มีเสมหะ น้ำลาย หรือ เสลดปนเลือดบ่อย
อาเจียนเป็นเลือด
ปัสสาวะเป็นเลือด
ปัสสาวะบ่อย ขัดลำ ปัสสาวะเล็ด โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
อุจจาระเป็นเลือด มูก หรือ เป็นมูกเลือด
ท้องผูก สลับท้องเสีย โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
มีเลือดออกทางช่องคลอดผิดปกติ หรือ มีประจำเดือนผิดปกติ หรือมีเลือดออกทางช่องคลอดในวัยหมดประจำเดือน หรือ หลังมีเพศสัมพันธ์ทั้งที่ไม่เคยมีมาก่อน
ท้องอืด ท้องเฟ้อ แน่นอึดอัดท้อง โดยไม่เคยเป็นมาก่อน
มีไข้ต่ำๆหาสาเหตุไม่ได้
มีไข้สูงบ่อย หาสาเหตุไม่ได้
ผอมลงมากใน 6 เดือน มักตั้งแต่ 10%ขึ้นไปของน้ำหนักตัวเดิม
มีจ้ำห้อเลือดง่าย หรือ มีจุดแดงคล้ายไข้เลือดออกตามผิวหนังบ่อย
ปวดศีรษะรุนแรงเรื้อรัง หรือ แขน/ขาอ่อนแรง หรือ ชักโดยไม่เคยชักมาก่อน
ปวดหลังเรื้อรัง และปวดมากขึ้นเรื่อยๆ อาจร่วมกับ แขน/ขาอ่อนแรง
หลินจือพลัสชิตาเกะ เลิกทรมานกับโรคภูมิแพ้ เบาหวาน ไขมันในเส้นเลือด โทร ...
หลินจือพลัสชิตาเกะ เลิกทรมานกับโรคภูมิแพ้ เบาหวาน ไขมันในเส้นเลือด
เห็ดหลินจือแดง หลินจือพลัสชิตาเกะ LINGZHI PLUS SHIITAKE
สอบรายละเอียดเพิ่มเติม
http://www.lingzhiplus2u.com
โทร. 094 709 4444, 094 435 0404, 088 826 4444
Line : @jumbolife
ไขมันในเลือดสูง คอเลสเตอรอลสูง เราสามารถควบคุมได้ แค่เปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ลด ละ เลี่ยง อาหารที่มีคอเลสเตอรอลสูง แล้วหันมาทาน อาหารลดไขมัน กันดีกว่า
โรคไขมันในเลือดสูง หรือคอเลสเตอรอลสูง เป็นภาวะที่สามารถพบเจอได้ ถ้าเรารับประทานอาหารที่มีไขมันสูงมากเกินไปเป็นเวลานาน ซึ่งการรักษาโดยทั่วไปก็คือการทานยาเพื่อควบคุมระดับไขมัน แต่นั่นเป็นการปัญหาปลายเหตุ เพราะจะว่ากันจริง ๆ แล้ว ต้นเหตุของเรื่องก็มาจากการรับประทานอาหารของเรานี่แหละค่ะ ถ้ารู้จักควบคุมอาหารตั้งแต่ก่อนป่วย หรือแม้กระทั่งป่วยไปแล้ว ก็จะช่วยทำให้ระดับไขมันที่สูงลดลงได้ วันนี้กระปุกดอทคอมเลยนำข้อมูลดี ๆ มาบอกต่อกันค่ะ เรามาทำความรู้จักกับโรคไขมันในเลือดสูงและอาหารที่เหมาะสำหรับคนที่เป็นไขมันในเลือดสูงกันเถอะ
โรคไขมันในเลือดสูง เป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับไขมันในเลือดสูงกว่าปกติ ซึ่งชนิดของไขมันที่สูงนั้นอาจเป็นคอเลสเตอรอลสูง หรือไตรกลีเซอไรด์อย่างใดอย่างหนึ่ง และในบางกรณีก็อาจจะเป็นทั้งสองชนิด ซึ่งภาวะไขมันในเลือดสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคไตวายเรื้อรัง โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคไทรอยด์ต่ำ โรคตับ เป็นต้น
โดยปกติแล้วร่างกายของคนเราจะต้องมีระดับไขมันดังนี้
คอเลสเตอรอลรวม
ระดับที่ต้องการ : น้อยกว่า 200 mg/dL (ถือว่าเหมาะสม)
ระดับปานกลาง : 200 - 239 mg/dL (เริ่มอันตราย)
ระดับสูง : มากกว่า 240 mg/dL (อันตรายมาก)
คอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี (LDL)
ระดับที่ต้องการ : น้อยกว่า 130 mg/dL (น้อยกว่า 100 mg/dL สำหรับผู้ป่วยเบาหวาน)
ระดับปานกลาง : 130 - 159 mg/dL
ระดับสูง : มากกว่า 160 - 189 mg/dL
ระดับสูงมาก : ตั้งแต่ 190 mg/dL ขึ้นไป
คอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี (LDL) เป็นไขมันที่ไม่ดีต่อร่างกายซึ่งหากสะสมอยู่ในร่างกายมาก ๆ ก็จะไปเกาะอยู่ตามผนังหลอดเลือด และทำให้หลอดเลือดตีบตัน จนเกิดภาวะอุตตันในเส้นเลือด ส่งผลให้เป็นโรคหัวใจและหลอดเลือดได้
ไตรกลีเซอไรด์
ระดับที่ต้องการ : น้อยกว่า 150 mg/dL
ระดับปานกลาง : 150 - 199 mg/dL
ระดับสูง : มากกว่า 200 - 499 mg/dL
ระดับสูงมาก : ตั้งแต่ 500 mg/dL ขึ้นไป
ไตรกลีเซอไรด์เป็นไขมันชนิดที่ไม่ดีซึ่งจะคอยขัดขวางไม่ให้คอเลสเตอรอลที่ดีไปจัดการกับไขมันที่อยู่ในเลือด หากมีมากจนเกินไป คอเลสเตอรอลที่ดีก็จะไม่สามารถกำจัดไขมันที่ไม่ดีในเลือดได้ ส่งผลให้ไขมันที่ตกค้างอยู่ไปเกาะสะสมอยู่ในหลอดเลือดทำให้เกิดการอุดตันในที่สุด
คอเลสเตอรอลชนิดที่ดี (HDL)
ระดับที่ต้องการ : มากกว่า 60 mg/dL (ยิ่งสูงยิ่งดี แต่ไม่ควรเกิน 100 mg/dL)
ระดับที่สามารถรับได้ : 40 - 59 mg/dL
ไม่ควรต่ำเกิน : 40 mg/dL (ยิ่งต่ำยิ่งไม่ดีต่อสุขภาพ)
คอเลสเตอรอลชนิดที่ดี ทำหน้าที่ในการนำพาไขมันที่ไม่ดีต่าง ๆ ในร่างกายไปยังตับเพื่อทำการย่อยสลาย ซึ่งไขมันชนิดนี้เป็นไขมันที่ดีต่อร่างกาย ยิ่งมีมากก็จะยิ่งทำให้ไขมันที่เข้าไปในร่างกายไม่เกิดการตกค้าง และยังช่วยกำลังไขมันไม่ดีอย่างไตรกลีเซอไรด์และคอเลสเตอรอลชนิดที่ไม่ดี (LDL) ได้อีกด้วย
สาเหตุของการเกิดภาวะไขมันในเลือดสูง
ภาวะไขมันในเลือดสูงนั้นอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น ความปกติทางพันธุกรรม ผลข้างเคียงจากการใช้ยาบางชนิด เช่น การใช้ยาขับปัสสาวะ ยาสเตรอยด์ หรือเกิดจากบางโรคเช่น โรคไทรอยด์ต่ำ โรคเบาหวาน โรคไต แต่สาเหตุส่วนใหญ่มักจะเกิดจากการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง หรืออาหารที่มีพลังงานมากเกินความต้องการของร่างกาย และการดื่มเครื่องดื่มในปริมาณมากเป็นประจำ รวมถึงการไม่ออกกำลังกายอีกด้วยค่ะ
หลินจือพลัสชิตาเกะ ข้อควรปฏิบัติรับมือโรคภูมิแพ้ เบาหวาน ไขมันในเส้นเลือ...
หลินจือพลัสชิตาเกะ ข้อควรปฏิบัติรับมือโรคภูมิแพ้ เบาหวาน ไขมันในเส้นเลือด
เห็ดหลินจือแดง หลินจือพลัสชิตาเกะ LINGZHI PLUS SHIITAKE
สอบรายละเอียดเพิ่มเติม
http://www.lingzhiplus2u.com
โทร. 094 709 4444, 094 435 0404, 088 826 4444
Line : @jumbolife
โรคเบาหวาน รู้สาเหตุ ทางรักษา ไม่อันตรายอย่างที่คิด
โรคเบาหวาน เป็นโรคที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม แล้วแต่ก็ยังมีพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำให้เกิดโรคเบาหวานได้อีกเช่น อ้วนเกินไปมีน้ำหนักเกิน ไม่ออกกำลังกาย หรือจะเป็นคนที่มีไขมันในเลือดสูง ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้ก็สุ่มเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานเช่นกัน
แต่ก็น่าแปลกใจไม่น้อยว่าถึงแม้ทุกคนจะรู้ว่าโรคเบาหวานเป็นโรคที่น่ากลัว และมีผลแทรกซ้อนมากมาย แต่จนถึงปัจจุบันสถิตการพบผู้ป่วยโรคเบาหวานในประเทศไทยไม่ได้น้อยลงแต่อย่างใด วันนี้ TLH จึงทำท่านมาทำความรู้จักกับโรคเบาหวานในเบื้องต้นกัน
เบาหวานมีมากกว่า 1 ชนิด
เบาหวาน เกิดจากความผิดปกติของร่างกายที่ผลิตฮอร์โมนอินซูลินไม่เพียงพอ จึงส่งผลให้ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดสูงเกินไป โดยโรคเบาหวานจะมีอาการเกิดขึ้นมาจากการที่ร่างกายไม่สามารถใช้น้ำตาลได้อย่างเหมาะสมนั่นเอง ซึ่งปกติน้ำตาลจะเข้าสู่เซลล์ร่างกายเพื่อนำไปใช้เป็นพลังงานภายใต้การควบคุมของฮอร์โมนอินซูลิน แต่ผู้ที่เป็นโรคเบาหวานร่างกายจะไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลที่เกิดขึ้นจึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ในระยะยาวจึงอาจมีผลในการทำลายหลอดเลือด และหากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม ก็อาจนำไปสู่สภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้
ซึ่งหากจะเปรียบเทียบโรคเบาหวานแบบง่ายๆ ก็คือร่างกายเราเหมือนระบบปั๊มน้ำ และน้ำก็คือเลือด โดยปกติแล้วปั๊มน้ำก็จะทำงานอย่างปกติ แต่หากมีการทำให้น้ำในระบบเกิดความข้นขึ้น ซึ่งก็คือการเติมน้ำตาลลงไปในน้ำจะทำให้น้ำในระบบมีความหนืดขึ้น ปั๊มหรือหัวใจ ก็จะต้องทำงานหนักขึ้น และท่อน้ำหรือหลอดเลือดก็ต้องรับแรงดันที่มากขึ้น จึงทำให้คนที่เป็นโรคเบาหวานมีโอกาสเกิดโรคแทรกซ้อนกับอวัยวะต่างๆ เพิ่มขึ้นได้
โรคเบาหวานประเภทที่ 1
เป็นโรคเบาหวานที่มีสาเหตุมาจาก ความบกพร่องของร่างกายเอง ซึ่งทำให้ตับอ่อนของเราขาดภูมิคุ้มกัน และเมื่อตับอ่อนถูกทำลาย กระบวนการสร้างอินซูลินในธรรมชาติก็จะถูกทำลายไปด้วย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 1 จึงต้องฉีดอินซูลิน เพื่อไปควบคุมน้ำตาลในเลือดระยะยาว
โรคเบาหวานประเภทที่ 2
เป็นเบาหวาน ที่จะพบเห็นกันเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งสาเหตุที่แท้จริงยังไม่ทราบชัดเจน แต่ก็มีส่วนเกี่ยวกับ พันธุกรรม น้ำหนักตัวมาก และขาดการออกกำลังกาย มีลูกมาก อีกทั้งวัยที่เพิ่มขึ้น โดยเซลล์ของผู้ป่วยยังมีการสร้างอินซูลินแต่จะทำงานไม่เป็นปกติ เนื่องมาจากมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน จึงทำให้เซลล์ที่สร้างอินซูลินค่อยๆถูกทำลายไป และบางคนเริ่มมีภาวะแทรกซ้อนโดยไม่รู้ตัว การรักษาอาจใช้ยาในการรับประทาน และบางรายต้องใช้อินซูลินชนิดฉีด เพื่อที่จะควบคุมน้ำตาลในเลือด
สัญญาณของโรคเบาหวาน
การที่เราเป็นโรคเบาหวานนั้น หลายคนอาจจะมองว่าจำเป็นต้องมีการตรวจเลือดอย่างเดียวจึงจะรู้ แต่ความจริงคือก่อนการตรวจเจอเบาหวาน มักจะมีอาการของโรคอยู่แล้ว ยกตัวอย่างเช่น เหนื่อย เพลีย เป็นแผลเรื้อรัง ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน หลังเที่ยงคืนลงไป ที่จะมีการตื่นมาปัสสาวะบ่อยครั้งเป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้หากเราสังเกตตัวเอง จะทำให้ทราบได้เร็วมากขึ้น และหาหมอเพื่อเข้ารับการรักษาได้อย่างทันท่วงที
อาการหลักของโรคเบาหวาน
ปัสสาวะบ่อยขึ้น หิวน้ำมากขึ้น หากเริ่มมีอาการปัสสาวะบ่อยขึ้น และหิวน้ำมากขึ้น โดยเฉพาะตอนกลางคืน จะกระหายน้ำมากกว่าเดิม นี้เป็นสัญญาณของโรคเบาหวาน เพราะร่างกายต้องการขับน้ำตาลที่มีอยู่สูงในเลือด ออกมาทางปัสสาวะ
น้ำหนักลด น้ำหนักที่ลดผิดปกติ อาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคบางชนิดก็ได้ โดยเฉพาะเบาหวาน การมีน้ำตาลในเลือดสูง จะทำให้น้ำหนักลดลงอย่างเร็วมาก ประมาณ 5-10 กิโลภายใน 2-3 เดือน
บาดแผลหายช้า หากมีแผลที่บริเวณผิวหนัง เช่น มีดบาด การติดเชื้อ หรือรอยฟกช้ำ และแผลหายช้ามาก นั้นเป็นสัญญาณบ่งบอกให้รู้แล้วว่า คุณเป็นเบาหวานแล้ว เพราะระดับน้ำตาลในเลือดที่สูงของผู้ป่วยเบาหวาน จะไปขัดขวางการทำงานของหลอดเลือด
หิวบ่อย กินจุบจิบ ถ้าเกิดหิวบ่อยและกินจุบจิบขึ้นมาโดยไม่ทราบสาเหตุ คุณอาจเป็นเบาหวานแล้วก็ได้ เพราะเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ จะทำให้ร่างกายต้องการอาหาร เพื่อเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด จึงส่งสัญญาณเป็นความหิวนั้นเอง
อ่อนเพลีย อารมณ์ไม่คงที่ อาการอ่อนเพลีย และอารมณ์ฉุนเฉียว เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับผู้ป่วยเบาหวาน เมื่อมีระดับน้ำตาลในเลือดสูง เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดส่งผลต่อการทำงานทุกระบบ และมีส่วนเกี่ยวข้องกับอารมณ์ด้วย
สัญญาณอันตรายอื่นๆ
มีอาการอ่อนเพลียง่าย ทั้งๆ ที่พักผ่อนเพียงพอ และไม่ได้เจ็บป่วย
น้ำหนักลดลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ปัสสาวะบ่อยจนผิดปกติ
หิวน้ำมากกว่าปกติ
มีอาการตาพร่ามัวลงอย่างไม่ทราบสาเหตุ
ปวดขา หรือปวดเข่า
ผิวหนังแห้ง มีอาการคัน อาจจะคันตามตัว หรือคันบริเวณปากช่องคลอด
เป็นฝีตามตัวได้บ่อยๆ
มีอารมณ์แปรปรวน โมโหง่าย
แผลมักหายช้า ไม่แห้งสนิท หรือไม่ขึ้นสะเก็ดเสียที
สาเหตุของโรคเบาหวาน
1. กรรมพันธุ์
2. ความอ้วน
3. ความผิดปกติของตับอ่อน
4. อาหารการกิน
5. การออกกำลังน้อย
เห็ดหลินจือแดง หลินจือพลัสชิตาเกะ อาการโรคเบาหวาน โทร 088 826 4444
เห็ดหลินจือแดง หลินจือพลัสชิตาเกะ อาการโรคเบาหวาน
เห็ดหลินจือแดง หลินจือพลัสชิตาเกะ LINGZHI PLUS SHIITAKE
สอบรายละเอียดเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/757
โทร. 094 709 4444, 094 435 0404, 088 826 4444
Line : @jumbolife
โรคเบาหวาน
โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรัง และก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพ ก่อให้เกิดปัญหากับ ฟันและเหงือก ตา ไต หัวใจ หลอดเลือดแดง ท่านผู้อ่านสามารถป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆได้ โดยการปรับ อาหาร การออกกำลังกาย และยาให้เหมาะสม ท่านผู้อ่านสามารถนำข้อเสนอแนะจากบทความนี้ไปปรึกษากับแพทย์ที่รักษาท่านอยู่ ท่านต้องร่วมมือกับคณะแพทย์ที่ทำการรักษาเพื่อกำหนดเป้าหมายการรักษา บทความนี้เชื่อว่าจะช่วยท่านควบคุมเบาหวานได้ดีขึ้น
โรคเบาหวานคืออะไร
อาหารที่รับประทานเข้าไปส่วนใหญ่จะเปลี่ยนจะเปลี่ยนเป็นน้ำตาลกลูโคสในกระแสเลือดเพื่อใช้เป็นพลังงาน การเจาะเลือดเซลล์ในตับอ่อนชื่อเบต้าเซลล์เป็นตัวสร้างอินซูลิน อินซูลินเป็นตัวนำน้ำตาลกลูโคสเข้าเซลล์เพื่อใช้เป็นพลังงาน โรคเบาหวานเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ เกิดเนื่องจากการขาดฮอร์โมนอินซูลิน หรือประสิทธิภาพของอินซูลินลดลงเนื่องจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน ทำให้น้ำตาลในเลือดสูงขึ้นอยู่เป็นเวลานานจะเกิดโรคแทรกซ้อนต่ออวัยวะต่างๆ เช่น ตา ไต และระบบประสาท
ฮอร์โมนอินซูลินมีความสำคัญต่อร่างกายอย่างไร
อินซูลินเป็นฮอร์โมนสำคัญตัวหนึ่งของร่างกาย สร้างและหลั่งจากเบต้าเซลล์ของตับอ่อน ทำหน้าที่เป็นตัวพาน้ำตาลกลูโคสเข้าสู่เนื้อเยื่อต่างๆของร่างกาย เพื่อเผาผลาญเป็นพลังงานในการดำเนินชีวิต ถ้าขาดอินซูลินหรือการออกฤทธิ์ไม่ดี ร่างกายจะใช้น้ำตาลไม่ได้ จึงทำให้น้ำตาลในเลือดสูงมีอาการต่างๆของโรคเบาหวาน นอกจากมีความผิดปกติของการเผาผลาญอาหารคาร์โบไฮเดรตแล้ว ยังมีความผิดปกติอื่น เช่น มีการสลายของสารไขมันและโปรตีนร่วมด้วย
อาการของโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานชนิดที่สองจะมีอาการเป็นอย่างช้าๆโดยที่ผู้ป่วยอาจจะไม่ได้สังเกตุ อาการที่พบได้บ่อยคือ น้ำหนักลด หิวเก่งรับประทานอาหารเก่ง ดื่มน้ำเก่ง ปัสสาวะบ่อยทั้งกลางวันและกลางคืน
ส่วนโรคเบาหวานชนิดที่1 อาการค่อนข้างจะเฉียบพลันอาการทำนำผู้ป่วยมาพบแพทย์ได้แก่ ปัสสาวะบ่อย หิวบ่อย น้ำหนักลด และบางท่านอาจจะมาด้วยโรคแทรกซ้อนจากเบาหวาน เช่นภาวะเลือดเป็นกรด
ผู้ป่วยโรคเบาหวานหลายคนมาโรงพยาบาลด้วยเรื่องโรคแทรกซ้อนโดยที่ไม่มีอาการเบาหวานมาก่อน โรคแทรกซ้อนที่นำผู้ป่วยมาได้แก่
แผลที่เท้า
โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
สมองขาดเลือด
โรคไตเสื่อม
ชนิดของโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานมีด้วยกันหลายชนิด ชนิดที่พบบ่อยได้แก่ชนิดที่ 2 พบในคนสูงอายุและมีน้ำหนักเกิน ส่วนชนิดที่ 1 มักจะพบในเด็กเป็นพวกขาดอินซูลิน การรักษาโรคเบาหวานทั้งสองชนิดไม่เหมือนกัน โรคแทรกซ้อนก็ต่างกัน การรักษาเบาหวานชนิดที่2จะเน้นเรื่องการควบคุมน้ำหนัก การควบคุมอาหาร และการออกกำลังกาย ส่วนเบาหวานชนิดที่1จะให้อินซูลินเพื่อรักษาโรคเบาหวาน
ชนิดของโรคเบาหวาน
สุขภาพดีหลักการรักษาโรคเบาหวาน
หลักการรักษาโรคเบาหวานจะต้องทำให้ผู้ป่วยอยู่ในสังคมได้อย่างเป็นสุข มีคุณภาพชีวิตที่ใกล้เคียงคนปกติ และไม่มีโรคแทรกซ้อนซึ่งต้องประกอบไปด้วย
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ได้แก่การออกกำลังกาย การควบคุมอาหาร
การงดบุหรี่
การดูแลสุขภาพทั่วๆไป
การควบคุมความเสี่ยงต่อการเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ
การใช้ยาเม็ดหรือยาฉีด
การรักษาโรคเบาหวาน
ไขมันการดูแลโรคร่วม
ผู้ป่วยโรคเบาหวานเป็นโรคทางmetabolic ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ป่วยมักจะมีหลายโรคที่มักจะพบร่วมกันได้แก่ โรคความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง การดูแลผู้ป่วยเบาที่มีโรคดังกล่าวร่วมด้วยจะมีความแตกต่าง ในเรื่องการเลือกยาที่ใช้รักษา และค่าเป้าหมายที่ต้องการ ผู้ป่วยเบาหวานจะต้องมีเป้าหมายค่าความดันโลหิตต่ำกว่าคนทั่วไป และค่าไขมันก็ต่ำกว่าคนทั่วไป โรคที่พบร่วมบ่อยๆได้แก่
ความดันโลหิตสูง
ไขมันในเลือดสูง
แผลที่เท้าของผู้ป่วยโรคเบาหวานโรคแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคเบาหวาน
โรคเบาหวานเป็นโรคเรื้อรังซึ่งจะมีการเปลี่ยนแปลที่ผนังหลอดเลือด ทำให้หลอดเลือดแข็งหรือตีบ หากหลอดเลือดแข็งหรือตีบที่อวัยวะส่วนไหนก็จะทำให้เกิดโรคที่อวัยวะนั้น ดังนั้นโรคเบาหวานจะมีโรคแทรกซ้อนทุกระบบ ได้แก่
ระบบประสาท
ตา
ไต
หัวใจและหลอดเลือด
ผิวหนัง
ช่องปาก
เห็ดหลินจือแดง ดูแลสุขภาพโรคความดันโลหิต โทร 088 826 4444
เห็ดหลินจือแดง ดูแลสุขภาพโรคความดันโลหิต
เห็ดหลินจือแดง หลินจือพลัสชิตาเกะ LINGZHI PLUS SHIITAKE
สอบรายละเอียดเพิ่มเติม
http://www.lingzhiplus2u.com
โทร. 094 709 4444, 094 435 0404, 088 826 4444
Line : @jumbolife
ความดันโลหิต หรือ ความดันเลือด (Blood pressure) คือ ความดันในหลอดเลือดเมื่อหัว ใจบีบตัวสูบฉีดเลือดเข้าสู่หลอดเลือด ซึ่งเรียกว่า ความดันโลหิตซีสโตลิค (Systolic blood pres sure) และเมื่อหัวใจพักคลายตัว ซึ่งเรียกว่า ความดันโลหิตไดแอสโตลิค (Diastolic blood pres sure) ดังนั้น การรายงานผลความดันโลหิต จึงประกอบด้วยตัวเลข 2 ตัวเสมอ โดยจะบันทึกความดันซีสโตลิกเป็นตัวแรก หรือ ตัวบน ส่วนความดันไดแอสโตลิกจะบันทึกเป็นตัวตาม หรือ ตัวล่าง เช่น วัดความดันโลหิตได้ 120/80 หมายความว่า ความดันซีสโตลิค คือ 120 ส่วนความดันไดแอสโตลิค คือ 80
หน่วยวัดความดันโลหิต คือ มิลลิเมตรปรอท (มม. ปรอท) ทั้งนี้เพราะเครื่องวัดความดันโลหิตที่ใช้ในระยะแรกก่อนมีเครื่องชนิดอัตโนมัติ (Automatic blood pressure monitor) วัดจากความดันเลือดที่สามารถดันสารปรอทให้เคลื่อนที่ได้สูงกี่มิลลิเมตร
การวัดความดันโลหิต โดยทั่วไปวัดที่แขน วัดได้ทั้งแขนซ้ายหรือแขนขวา ซึ่งให้ค่าความดันโลหิตได้เท่ากัน ยกเว้น เมื่อมีโรคของหลอดเลือดแขนตีบ (พบได้น้อยมากๆ) ทั้งนี้การวัดความดันฯ วัดได้ทั้งในท่านอนหงายหรือท่านั่ง และควรพักอย่างน้อย 5 - 10 นาทีก่อนวัดความดันฯ เพราะการออกแรงจะส่งผลให้ความดันโลหิตสูงขึ้น
ในภาวะทั่วไปที่ไม่ใช่โรคความดันโลหิตสูง แต่สามารถส่งผลให้ความดันฯสูงขึ้นได้ ที่พบบ่อย คือ การออกกำลังกาย การเคลื่อนไหว อาการไข้ ยาบางชนิด เช่น ยาไทรอยด์ฮอร์โมน(เช่น Levothyroxine) อารมณ์/จิตใจ (เครียด โกรธ กังวล) กินอาหารเค็ม นอกจากนั้น คือ ช่วงกลางวันความดันฯจะสูงกว่าช่วงนอนพักและช่วงกลางคืน และผู้ใหญ่ความดันฯจะสูงกว่าเด็ก
ความดันโลหิตจัดเป็นหนึ่งในสัญญาณชีพที่สำคัญ (ความดันโลหิต อัตราการหายใจ ชีพจร และอุณหภูมิของร่างกาย) ซึ่งสามารถบอกถึงสุขภาพและโรคต่างๆได้ โดยเฉพาะเป็นความ สำคัญเบื้องต้นที่บอกถึง โรคความดันโลหิตสูง การทำงานของหัวใจ และโรคหัวใจ
นอกจากนั้น ทุกๆคนที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว อาจเริ่มได้ตั้งแต่อายุ 18 หรือ 20 ปี ควรมีการตรวจสุขภาพ วัดความดันโลหิต อย่างน้อยปีละครั้ง เพื่อคัดกรองโรคความดันโลหิตสูง และเมื่อพบเริ่มมีแนวโน้มที่จะมีความดันโลหิตสูง แพทย์ พยาบาลจะได้แนะนำการดูแลตนเองหรือวินิจฉัยหาสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคความดันโลหิตสูง เพื่อการป้องกันโรคความดันโลหิตสูงและเพื่อรัก ษาควบคุมโรคที่เป็นสาเหตุ/ปัจจัยเสี่ยงต่างๆเหล่านั้นแต่เนิ่นๆ เพื่อผลการรักษาควบคุมโรคได้ดี กว่าเมื่อตรวจพบหลังจากมีอาการผิดปกติแล้ว
-ความดันโลหิตปกติ คือ 90 - 119 / 60 - 79 มม.ปรอท
ความดันโลหิตในผู้มีแนวโน้มจะเป็นโรคความดันโลหิตสูง คือ 120 - 139 / 80 - 89 มม.ปรอทโรคความดันโลหิตสูงระยะ 1 คือ ความดันโลหิตอยู่ในช่วง 140 - 159 / 90 - 99 มม.ปรอทโรคความดันโลหิตสูงระยะ 2 คือ ความดันโลหิตอยู่ในช่วง ตั้งแต่ 160/100 มม.ปรอทขึ้นไปโรคความดันโลหิตสูงที่ต้องพบแพทย์ใน 24 ชั่วโมง คือ ความดันโลหิตสูงตั้งแต่ 180/ 110 มม.ปรอทเป็นต้นไป เพราะอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ อาจจากโรคหัวใจล้มเหลว สมองสูญเสียการทำงาน และ/หรือไตล้มเหลวโรคความดันโลหิตสูงที่ต้องพบแพทย์ฉุกเฉิน คือความดันโลหิตสูงตั้งแต่ 220/140 มม.ปรอทขึ้นไป เพราะเป็นอันตรายถึงชีวิต (ตาย) ได้ จากการทำงานล้มเหลวของอวัยวะต่างๆ เช่น หัวใจ สมอง และไต
อนึ่ง ความดันโลหิตสูงวินิจฉัยจากความดันโลหิตตัวใดตัวหนึ่งหรือทั้งสองตัวขึ้นสูงกว่าปกติ ทั้งนี้เมื่อวัดความดันฯผิดปกติ ให้วัดซ้ำอีกครั้ง ห่างกันประมาณ 5 นาทีหลังพักประมาณ 5 - 10 นาที ถ้าค่าการวัดยังผิดปกติ จึงจะถือว่าความดันฯผิดปกติจริง
หลินจือพลัสชิตาเกะ หลินจือแดง รู้ทันโรคไขมันในเส้นเลือด โทร 088 826 4444
หลินจือพลัสชิตาเกะ หลินจือแดง รู้ทันโรคไขมันในเส้นเลือด
เห็ดหลินจือแดง หลินจือพลัสชิตาเกะ LINGZHI PLUS SHIITAKE
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/757
โทร. 094 709 4444, 094 435 0404, 088 826 4444
Line : @jumbolife
หลินจือ พลัส ชิตาเกะ เป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้มาจากการค้นคว้าวิจัยทางวิทยาศาสตร์ จากโรงงานวิจัย และผลิตขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศเกาหลี ซึ่งมีระบบการสกัดสารจากเห็ดหลินจือ กระบวนการผลิตที่ทันสมัยที่สุด ใช้สารสกัดจากธรรมชาติ ทำให้สามารถทานคู่กับยาแพทย์แผนปัจจุบัน โดยไม่มีผลข้างเคียง ไม่มีสารตกค้างในระยะยาว
ได้รับการรับรองมาตรฐานทั้งระดับสากล และระดับประเทศ ผลิต และนำเข้าจากประเทศเกาหลี ช่วยในการกำจัดสารพิษในร่างกาย ฟื้นฟู และช่วยเสริมสร้าง ภูมิต้านทานโรค ในระดับเซลล์ เพื่อให้ระบบภูมิคุ้มกันทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ มีสารต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ ปรับสมดุลร่างกาย ช่วยเรื่องความจำ บำรุงสมอง บำรุง ร่างกายเมื่ออ่อนเพลีย หรือขณะพักฟื้นให้ร่างกายแข็งแรง อีกทั้งช่วยควบคุมระบบไหลเวียน โลหิต ให้ไหลเวียนได้ดีมากขึ้น
หลินจือ พลัส ชิตาเกะ
หลินจือ พลัส ชิตาเกะ มีการคัดเลือกสายพันธุ์เห็ดหลินจือที่โดดเด่น และดีที่สุด คือ สายพันธุ์ "Ganoderma Lucidum" ควบคุมการเพาะปลูกเห็ดหลินจือ ด้วยเทคโนโลยีการเพาะปลูกที่ดีที่สุด มีการค้นคว้าทดลอง และวิจัย เพื่อค้นหาวิธีการสกัด เพื่อจะได้สารจากเห็ดหลินจือให้สมบูรณ์ที่สุด โดยใช้สูตรเฉพาะตามสัดส่วนของแต่ละส่วนของเห็ด และกำหนดอายุที่เหมาะสมของเห็ดที่จะนำมา สกัดสารสำคัญจาก Cap : Stalk : Sprout = 2 : 3 : 5 จึงทำให้ได้ปริมาณ % extraction สูงถึง 30% (ให้ผลสูงที่สุด) จึงมีความเข้มข้นมากที่สุด เท่าที่มนุษย์จะสามารถนำมาใช้ได้
" Soft Gel หรือ แค็ปซูลนิ่ม " ช่วยในการดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้เร็ว 5-10 นาที ร่างกายสามารถได้รับสารประโยชน์มากถึง 90%-100%
ใช้ "น้ำมันรำข้าว" เพื่อเพิ่มคุณประโยชน์ให้กับผู้ทาน เพราะเป็นไขมันดี ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม ทำให้ไม่สะสม หรือเกิดผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว
บริษัทไกลคาโนวา (Glyca Nova) ประเทศนอร์เวย์ คิดค้นและพัฒนาวิธีการสกัดเลนทิแนน จากไมซีเลียมของเห็ดชิตาเกะ โดยขั้นตอนและวิธีการสกัดมีส่วนช่วยให้ได้สารสำคัญในปริมาณมาก ปราศจากสารกันเสีย ยาฆ่าแมลง ตัว ทำละลาย โลหะหนักและสารพิษอื่นๆ ถือว่าเป็นสารที่มีความบริสุทธิ์สูง ที่สำคัญคือให้ผลทางชีวภาพสูงสุด ซึ่งสารที่สกัด ได้มีชื่อทางการค้าว่า “อิมมูนา (Immuna)
“ อิมมูนา (Immuna) ” จากไกลคาโนวา (Glyca Nova) เป็นสารเบต้า-กลูแคนที่มีประสิทภาพสูง:
- ช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ในระบบภูมิคุ้มกันให้มีประสิทธิภาพ
- ช่วยป้องกันการติดเชื้อจากเชื้อโรคต่างๆ
- แก้อาการเหนื่อย อ่อนเพลีย ช่วยให้เลืดลมไหลเวียนดีขึ้น
- ช่วยฟื้นฟูระบบภูมิต้านทาน ช่วยฟื้นฟูอาการเจ็บและลดอาการป่วยได้
- มีโครงสร้าง เบต้ากลูแคล รูปเกลียวสามมิติมีความจำเพาะเจาะจงกับการกระตุ้นภูมิต้านทาน
- ละลายน้ำไดดีจึงถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดได้เร็ว
อิมมูนา เป็นสารอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรต (จำพวก แป้งและน้ำตาล) ซึ่งสามารถที่มีคุณสมบัติที่มหัศจรรย์ คือ สามารถกระตุ้นให้เม็ดเลือดขาวแข็งแรง และ ทำให้เกิดการตายของเซลล์เม็ดเลือดขาวน้อยลง จึงเปรียบเสมือนเป็นการเพิ่มจำนวนของเม็ดเลือดขาวให้แก่ร่างกาย พอเม็ดเลือดขาวแข็งแรง การทำงานของเม็ดเลือดขาวก็จะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ และ ทำงานอย่างถูกต้อง รับรู้ถึงเซลล์ที่ผิดปกติ และไม่ผิดปกติ ดังนั้น ทำให้ร่างกายเราแข็งแรง และภูมิต้านทานต่อโรคติดเชื้อจากจุลชีพต่างๆ (ไวรัส แบคที่เรีย และ สิ่งแปลกปลอมต่างๆ) ก็จะดีขึ้น
อิมมูนา จึงเหมือนการสร้างพลังต้านทานโรคในร่างกายให้มากขึ้น และฟื้นฟูภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติ นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติอื่นๆ ที่สำคัญคือลดระดับคอเลสเตอรอลและน้ำตาลในเลือด และด้วยตัวมันเองที่มีลักษณะเป็นส้นใย จึงสามารถช่วยในเรื่องของระบบทางเดินอาหารและการขับถ่าย อีกทั้งยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ(Antioxidant) ที่ ช่วยชะลอความเสื่อม ของเซลล์ต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อิมมูนาทำงานอย่างไร?
อิมมูนาทำหน้าที่กระตุ้นเม็ดเลือดขาวขนาดใหญ่ Macrophage ที่รับผิดชอบกิจกรรมต่าง ๆ ในการ ป้องกันและส่งเสริมระบบภูมิคุ้มกัน และให้ความต้านทานที่เหมาะสมต่อสิ่งที่เข้ามาโจมตี เซลล์ Macrophage เป็นเซลล์สำคัญชนิดหนึ่งที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกัน โดยทำหน้าที่ดูดกลืนสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกายและทำลายไป Macrophage ผลิตสารเคมีที่ส่งสัญญาณให้เซลล์ภูมิคุ้มกันอื่น ๆ เคลื่อนที่มายังจุดที่ติดเชื้อที่มีผลกระทบ เช่น เป็นไข้ เป็นต้น นอกจากนี้ Macrophage ยังทำหน้าที่ผลิตสารที่ช่วยในการเจริญเติบโตให้กับเซลล์ที่ทำหน้าที่ซ่อมแซมเนื้อเยื่อที่เสียหายด้วย
อิมมูนาต่างกับสารอาหารอื่น สามารถทนทานต่อกรด ดังนั้นจึงไม่เปลี่ยนสภาพเมื่อผ่านกระเพาะอาหาร Macrophage ซึ่งอยู่ในเมือกเคลือบผนังลำไส้สามารถจับอนุภาคอิมมูนา โดย มีหน่วยรับรู้ความรู้สึกต่ออิมมูนา หรือ จะเรียกอย่างง่ายๆว่าเป็น ปากของ Macrophage ที่จะใช้กลืนอาหารและเชื้อโรค และ เมื่อ Macrophage ได้รับสาร อิมมูนาเข้าไปนั้นจะเกิดการกระตุ้นการทำงานของเซลล์เหล่านั้น หลังจากนั้นจะสามารถกลับไปยังต่อมน้ำเหลือง โดยหน้าที่ส่วนหนึ่งของ Macrophage คือ ทำหน้าที่ในการทำเครื่องหมายให้ T cell สามารถ จดจำสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาได้ เพื่อปลดปล่อย cytokine และก่อให้เกิดการกระตุ้นภูมิคุ้มกันอย่างเป็นระบบ
LINGZHI PLUS SHIITAKE ดูแลสุขภาพโรคเบาหวาน ไขมันในเส้นเลือด ความดัน โทร ...
LINGZHI PLUS SHIITAKE ดูแลสุขภาพ โรคเบาหวาน ไขมันในเส้นเลือด ความดัน
เห็ดหลินจือแดง หลินจือพลัสชิตาเกะ LINGZHI PLUS SHIITAKE
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
https://www.jumbolifeshop.com/p/757
โทร. 094 709 4444, 094 435 0404, 088 826 4444
Line : @jumbolife
โรคไขมันในเลือดสูง
นิยามของระดับไขมันผิดปกติในเลือด (dyslipidemia)
ระดับไขมันผิดปกติในเลือดเป็นภาวะที่ร่างกายมีระดับไขมันในเลือดต่างไปจากเกณฑ์ที่เหมาะสม เป็นผลให้เสี่ยงต่อการเกิดภาวะหลอดเลือดแดงแข็ง (atherosclerosis) และทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด (cardiovas- cular diseases) ตามมา ที่พบบ่อยคือ โรคหลอดเลือดหัวใจ (coronary heart disease) โรคหลอดเลือดสมอง (cerebrovascular disease) และโรคหลอดเลือดแดงส่วนปลาย (peripheral arterial disease) ความผิดปกติของระดับไขมันในเลือดมีได้หลายรูปแบบได้แก่
1. ระดับโคเลสเตอรอลรวม (total cholesterol, TC) สูงในเลือด
2. ระดับ low density lipoprotein-cholesterol (LDL-C) สูงในเลือด
3. ระดับ high density lipoprotein cholesterol (HDL-C) ต่ำในเลือด
4. ระดับไตรกลีเซอไรด์ (triglyceride, TG) สูงในเลือด
5. ระดับไขมันผิดปกติแบบใดแบบหนึ่งร่วมกัน 2 อย่างขึ้นไป
ผู้ที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือดเพียงอย่างเดียวมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเช่นกัน แต่ผู้ที่มีระดับไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือดควบคู่กับระดับ HDL-C ต่ำในเลือด มีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจขาดเลือดเพิ่มขึ้น เนื่องจากภาวะนี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในคุณลักษณะของ LDL ที่เป็น small dense LDL
คอเลสเตอรอล
คอเลสเตอรอลเป็นสารทำจำเป็นของร่างกายเป็นส่วนประกอบของเซลล์ และเป็นสารตั้งต้นในการผลิตฮอร์ดมน ร้อยละ 75 ของคอเลสเตอรอลในเลือดเราจะถูกสร้างที่ตับ ร้อยละ 25 เกิดจากเรารับประทานอาหาร ระดับคอเลสเตอรอลสูงเกินไปไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพ คอเลสเตอรอล ที่ตรวจเลือดจะมีทั้งคอเลสเตอรอลที่ดีได้แก่ HDL Cholesterol และไขมันไม่ดีคือ LDL Cholesterol
Metabolic syndrome
เป็นกลุ่มอาการซึ่งประกอบด้วยลักษณะอ้วนลงพุง (abdominal obesity), atherogenic dyslipidemia (ระดับไตรกลีเซอไรด์สูงในเลือดและระดับ HDL-C ต่ำในเลือด โดยระดับโคเลสเตอรอลรวม หรือ LDL-C อาจปกติหรือสูง และเป็น small dense LDL particles), ความดันโลหิตสูง,ภาวะดื้ออินซูลินโดยระดับน้ำตาลในเลือดปกติหรือสูง (insulin resistance with or without glucose intolerance) รวมทั้ง prothrombotic และ proinflammatory states ในปัจจุบันจำเป็นที่จะต้องวินิจฉัยและรักษา metabolic syndrome อย่างจริงจัง เนื่องจากมีอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มขึ้น และเป็นกลุ่มเป้าหมายของการรักษาที่สำคัญรองจากกลุ่มที่มี ระดับ LDL-C สูงในเลือดเพียงอย่างเดียว
เกณฑ์ที่ใช้ตัดสินระดับไขมันผิดปกติในเลือด
การศึกษาทางวิทยาการระบาดพบว่าผู้ที่มีความเสี่ยงน้อยต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจนั้น ควรมีระดับไขมันในเลือดดังนี้คือ TC <200 มก/ดล, LDL-C<100 มก/ดล, HDL-C ³40 มก/ดล และ TG <150 มก/ดล นอกจากนี้ควรมีอัตราส่วน TC/ HDL-C <4.5 และ LDL-C/HDL-C < 3.0
การรักษาไขมันในเลือดสูงจะต้องพิจารณาจากโรคที่เป็น โรคที่เป็นร่วม ปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด และระดับไขมันในเลือด หากไขมันในเลือดสูงไม่มาก และความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดต่ำการรักษาก็อาจจะเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม หากไขมันในเลือดสูงมาก และหรือมีโรคหรือมีปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือดมากก็จะต้องรีบให้ยารักษาไขมัน
ยารักษาไขมัน การรักษาไขมันในเลือดสูง
การป้องกันไขมันในเลือดสูง
สาเหตุของไขมันในเลือดสูงส่วนหนึ่งเกิดจากพันธุกรรมซึ่งไม่สามารถแก้ไขได้ แต่อีกสาเหตุหนึ่งเกิดจากพฤติกรรม ซึ่งหากมีการปรับพฤติกรรมก็สามารถป้องกันการเกิดไขมันในเลือดสูงได้
หลินจือพลัสชิตาเกะ สาเหตุโรคตับอักเสบ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โทร 088 82...
หลินจือพลัสชิตาเกะ สาเหตุโรคตับอักเสบ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง
เห็ดหลินจือแดง หลินจือพลัสชิตาเกะ LINGZHI PLUS SHIITAKE
สอบรายละเอียดเพิ่มเติม
http://www.lingzhiplus2u.com
โทร. 094 709 4444, 094 435 0404, 088 826 4444
Line : @jumbolife
โรคไวรัสตับอักเสบ
ตับเป็นอวัยวะที่สำคัญของร่างกาย ปกติจะมีน้ำหนัก 1.5 กิโลกรัม โดยอยู่หลังกระบังลม
หน้าที่ของตับ
เป็นคลังสะสมอาหาร เช่น แป้ง ไขมัน โปรตีน เอาไว้ใช้ และปล่อยเมื่อร่างกายต้องการ
สังเคราะห์สารต่างๆ เช่น น้ำดี สารควบคุมการแข็งตัวของเลือด ฮอร์โมน
กำจัดสารพิษ และสิ่งแปลกปลอม เช่นเชื้อโรค หรือยา
โรคตับชนิดต่างๆ
ตับมีโอกาสเป็นโรคต่างๆได้แก่ โรคตับอักเสบ hepatitis โรคตับแข็ง [cirrhosis] มะเร็งตับ [liver cancer] โรคไขมันในตับ [fatty liver] โรคฝีในตับ [liver abscess]
โรคตับอักเสบมี 2 ชนิด
โรคตับอักเสบเฉียบพลัน [acute hepatitis] หมายถึงโรคตับอักเสบที่เป็นไม่นานก็หาย ผู้ป่วยส่วนใหญ่มีอาการ 2-3 สัปดาห์โดยมากไม่เกิน 2 เดือน ผู้ป่วยส่วนใหญ่หายขาดจะมีบางส่วนเป็นตับอักเสบเรื้อรัง และบางรายรุนแรงถึงกับเสียชีวิต
โรคตับอักเสบเรื้อรัง [chronic hepatitis] หมายถึงตับอักเสบที่เป็นนานกว่า 6 เดือนจะแบ่งเป็น 2 ชนิด
chronic persistent เป็นการอักเสบของตับแบบค่อยๆเป็นและไม่รุนแรงแต่อย่างไรก็ตามโรคสามารถที่จะทำให้ตับมีการอักเสบมาก
chronic active hepatitis.มีการอักเสบของตับ และตับถูกทำลายมากและเกิดตับแข็ง
สาเหตุของโรคตับอักเสบ
เชื้อไวรัส มีหลายชนิดได้แก่ ไวรัสตับอักเสบ เอ ,บ,ซี,ดี,อี
เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
ยาบางชนิด เช่น ยารักษาวัณโรค halothane, isoniazid, methyldopa, phenytoin, valproic acid, sulfonamide drugs. ผู้ป่วยหากได้ acetaminophen (พาราเซ็ตตามอล)ในขนาดสูงมากก็สามารถทำให้ตับถูกทำลายได้
เชื้อโรคบางชนิด เช่น ไทฟอยด์,มาลาเรีย
การอักเสบของตับจะทำให้ตับบวม มีการทำลายเซลล์ตับ ทำให้มีอาการอ่อนเพลียจากการทำงานผิดปกติของตับ หากการอักเสบเกิดขึ้นเป็นเวลานานจะทำให้ตับถูกทำลายมาก และถูกแทนที่ด้วยพังผืด ทำให้ตับมีแผลเป็น และมีลักษณะแข็งเป็นตุ่มๆ แม้ว่าสาเหตุของตับอักเสบจะมีมากมายแต่สาเหตุที่สำคัญคือไวรัสตับอักเสบ ปัญหาโรคตับอักเสบ บี และโรคตับอักเสบเรื้อรังเป็นปัญหาสำคัญทางสาธารณสุขของประเทศไทยและทั่วโลก การดำเนินของโรคตับอักเสบ บี และโรคตับอักเสบ ซีสามารถดำเนินเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง เป็นตับแข็ง และเป็นมะเร็งตับ เป็นภาวะที่ก่อให้เกิดการสูญเสียทางครอบครัว ทางเศรษฐกิจเป็นอันมาก ดังนั้นการเข้าใจถึงโรคตับอักเสบ ซึ่งรวมถึงการติดต่อ การดำเนินของโรค การวินิจฉัย การรักษา และการป้องกันการติดต่อซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการดูแลและช่วยลดจำนวนผู้ป่วยลง
ไวรัสตับอักเสบมีกี่ชนิด
ไวรัสตับอักเสบ เอ
ไวรัสตับอักเสบ บี
ไวรัสตับอักเสบ ซี
ไวรัสตับอักเสบ ดี
ไวรัสตับอักเสบ อี
อาการของโรคไวรัสตับอักเสบ
ตับอักเสบเฉียบพลัน ผู้ป่วยจะมีอาการที่พบได้บ่อย คือ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อ ปวดข้อ คลื่นไส้อาเจียน เบื่ออาหาร อาจจะพบผื่นตามตัว หรืออาการท้องเสีย บางรายปัสสาวะสีเข้ม ตัวเหลืองตาเหลือง ซึ่งอาการตัวเหลืองตาเหลืองจะหายไป 1-4 สัปดาห์ แต่บางรายอาจนาน 2-3 เดือน ส่วนใหญ่จะหายเป็นปกติ โรคไวรัสตับอักเสบ บี พบว่าร้อยละ 5-10 เป็นตับอักเสบเรื้อรัง ส่วนไวรัสตับอักเสบ ซี ร้อยละ 85 เป็นตับอักเสบเรื้อรัง
ตับอักเสบเรื้อรัง ผู้ป่วยมักไม่มีอาการ แต่จะมีการทำลายเซลล์ตับไปเรื่อยๆจนเกิดตับแข็ง และเป็นมะเร็งตับในที่สุด
จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นตับอักเสบ
หากสงสัยว่าจะเป็นโรคตับอักเสบท่านควรไปรับการตรวจเลือดเพื่อหาว่ามีการติดเชื้อหรือไม่โดย
ตรวจการทำงานของตับ โดยการหาระดับ SGOT[AST],SGPT [ALT]ค่าปกติน้อยกว่า 40 IU/L ถ้าค่ามากกว่า 1.5-2 เท่าให้สงสัยว่าตับอักเสบ หากพบว่าผิดปกติแพทย์จะขอตรวจเดือนละครั้งติดต่อกันอย่างน้อย 3 เดือน การแปรผลเลือด
การตรวจหาตัวเชื้อ
ไวรัสตับอักเสบ เอ ตรวจหา Ig M Anti HAV
ไวรัสตับอักเสบ บี ตรวจหา HBsAg ถ้าบวกแสดงว่ามีเชื้ออยู่ Anti HBs ถ้าบวกแสดงว่ามีภูมิต่อเชื้อ HBeAg ถ้าบวกแสดงว่าเชื้อมีการแบ่งตัว HBV-DNA เป็นการตรวจเพื่อหาปริมาณเชื้อ
ไวรัสตับอักเสบ ซี Anti-HCV เป็นการบอกว่ามีภูมิต่อเชื้อ HCV-RNA ดูปริมาณของเชื้อ
การตรวจดูโครงสร้างของตับ เช่นการตรวจคลื่นเสียงเพื่อดูว่ามีตับแข็งหรือมะเร็งตับหรือไม่
การตรวจชิ้นเนื้อตับ แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะนำชิ้นเนื้อตับเพื่อวินิจฉัยความรุนแรงของโรค
การรักษาตับอักเสบ
การเลือกใช้ยาจะเป็นหน้าที่ของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะเนื่องจากยามีผลข้างเคียงที่พึงระวังหลายอย่าง ยาที่ใช้อยู่มี interfeon และ lamuvudin
การปฏิบัติตัว
หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายอย่างหักโหมในช่วงที่มีการอักเสบของตับ แต่การออกกำลังอย่างสม่ำเสมอในตับอักเสบเรื้อรังสามารถทำได้
งดเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
รับประทานอาหารที่มีประโยชน์และพักผ่อนอย่างพอเพียง ไม่ต้องดื่มน้ำหวานมากๆ เพราะทำให้ไขมันสะสมที่ตับเพิ่มขึ้น
ถ้าเคยเป็นแล้วจะมีโอกาสติดเชื้ออีกหรือไม่
ถ้าเป็นไวรัสตับอักเสบเอ และ อี จะหายขาดไวรัสตับอักเสบ บี ร้อยละ 90หายขาด ส่วนไวรัสตับอักเสบ ซีและ ดี ยังไม่มีข้อมูล
พาหะของโรคจะทำอย่างไร
ผู้ป่วยที่เป็นพาหะคือผู้ที่มีเชื้อไวรัสตับอักเสบอยู่ในร่างกายแต่ไมแสดงอาการของตับอักเสบ ผู้ป่วยกลุ่มนี้สามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นและต้องมั่นติดตามการดูแลจากแพทย์เป็นระยะๆผู้ป่วยที่เป็นพาหะมักเป็นกับเชื้อบี และ ซี เท่านั้น
วันจันทร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2560
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)














